นมแม่ดีที่สุด

เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้คุณเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะเราเชื่อว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก ทั้งยังให้ประโยชน์กับทารกในหลายด้าน การเตรียมตัวช่วงก่อนและระหว่างการให้นมทารกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คุณควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่สมดุล

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับการใช้นมสูตรสำหรับทารก อาจลดประสิทธิภาพในการสร้างน้ำนมของคุณเองและทำให้การกลับมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อีกครั้งทำได้ยากขึ้น ดังนั้นก่อนเริ่มใช้นมสูตรสำหรับทารก คุณควรคำนึงถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมร่วมด้วย หากจำเป็นต้องใช้นมสูตรสำหรับทารก คุณควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียม การใช้ และการเก็บรักษา อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก

เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีให้อาหารทารก แนะนำปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุกครั้ง

การผ่าคลอด ขั้นตอน การเตรียมตัว และการดูแลหลังคลอด

เขียนโดย HiFamily Team

26 มี .ค. 2026

สรุป

บทความนี้สรุปภาพรวมของการผ่าคลอด ตั้งแต่ข้อบ่งชี้ที่แพทย์มักแนะนำให้ผ่าคลอด ความแตกต่างของการดมยาสลบกับการบล็อกหลัง รูปแบบแผลผ่าตัด และนวัตกรรมการเย็บปิดแผล ซึ่งช่วยให้คุณแม่เข้าใจว่าการผ่าคลอดปัจจุบันมีความปลอดภัยและสามารถวางแผนร่วมกับแพทย์ได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังอธิบายการดูแลตนเองใน 24 ชั่วโมงแรกและช่วงฟื้นตัวเพื่อให้แผลหายเร็ว การเริ่มให้นมลูกอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงเมื่อผ่าคลอดหลายครั้ง ตลอดจนสัญญาณอันตรายหลังผ่าคลอดที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงใกล้เคียงการคลอดธรรมชาติ

ขั้นตอนผ่าคลอดเป็นอย่างไร

ในกรณีที่คุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือข้อบ่งชี้บางอย่างขณะตั้งครรภ์ เช่น รกเกาะต่ำ ลูกอยู่ท่าก้น ปากมดลูกไม่เปิด หรือภาวะอื่น ๆ มักจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าคลอด โดยในปัจจุบัน การให้กำเนิดลูกน้อยด้วยการผ่าคลอดถือว่ามีความปลอดภัยสูงทั้งต่อคุณแม่และทารก คุณแม่จึงสามารถเข้ารับการผ่าคลอดได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก

ขั้นตอนที่ 1 การผ่าคลอด

การเตรียมพร้อมก่อนผ่าคลอด

สำหรับการผ่าตัด คลอดบุตร สูติแพทย์มักจะกำหนดวันผ่าคลอดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คุณแม่มีเวลาเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด คุณแม่จะต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมพร้อมดังนี้:

  1. งดน้ำและงดอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการสำลักอาหารหรือน้ำเข้าสู่ปอดในระหว่างผ่าตัด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องดมยาสลบและมีการใส่ท่อช่วยหายใจ

  2. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อผิวหนังบริเวณหน้าท้อง โกนขนในส่วนที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งที่จะผ่าตัด และใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อช่วยระบายน้ำปัสสาวะระหว่างการผ่าตัด
ขั้นตอนที่ 2 การผ่าคลอด

การระงับความรู้สึกและขั้นตอนการผ่าตัด

เมื่อถึงเวลาผ่าคลอด ทีมแพทย์จะดูแลเรื่องการระงับความรู้สึกและดำเนินการผ่าตัดตามลำดับขั้นตอน ดังนี้:
  1. ให้ยาระงับความรู้สึกโดยการเปิดเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาชาหรือยาสลบ เพื่อให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะผ่าตัดคลอด จากนั้นจะให้ยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บหลังจากยาชาหรือยาสลบหมดฤทธิ์ การระงับความรู้สึกที่นิยมใช้ ได้แก่ การดมยาสลบ การฉีดยาชาเข้าไปบริเวณหลังส่วนล่าง หรือการบล็อกหลัง เพื่อให้ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่ระดับเอวลงไปจนถึงขาทั้งสองข้างมีอาการชา ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด ซึ่งสูติแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้วิธีระงับความรู้สึกตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี
  2. เมื่อคุณแม่ถูกระงับความรู้สึกเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะใช้มีดผ่าตัดลงบนผนังหน้าท้อง โดยผ่าผ่านชั้นผิวหนัง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ชั้นกล้ามเนื้อ และชั้นเยื่อบุช่องท้อง จากนั้นจึงผ่าเปิดมดลูก แล้วจึงนำลูกน้อยและรกที่อยู่ภายในมดลูกออกมาอย่างระมัดระวัง
ขั้นตอนที่ 3 การผ่าคลอด

การเย็บปิดแผลผ่าตัด

หลังจากลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว แพทย์จะทำการเย็บปิดแผลผ่าตัดทีละชั้น เริ่มจากเย็บซ่อมแซมแผลที่มดลูก จากนั้นจึงเย็บปิดชั้นเยื่อบุช่องท้อง ชั้นไขมัน และปิดท้ายด้วยการเย็บปิดแผลที่ชั้นผิวหนังหน้าท้องตามลำดับ เพื่อให้แผลสมานตัวได้อย่างเหมาะสม

การ์ตูนผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ

การดมยากับการบล็อกหลัง แตกต่างกันอย่างไร

การ์ตูนคุณหมอให้คำแนะนำ

การดมยาสลบและการบล็อกหลังเป็นวิธีระงับความรู้สึกที่ใช้ระหว่างการผ่าคลอดเพื่อให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ทั้งสองวิธีมีลักษณะการออกฤทธิ์และระดับความรู้สึกตัวที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั่วไป การดมยาสลบจะทำให้คุณแม่หมดสติทั้งตัว ส่วนการบล็อกหลังทำให้ชาเฉพาะช่วงลำตัวถึงขา แต่ยังรู้สึกตัวและสื่อสารได้

ทั้งสองวิธีมีจุดประสงค์เหมือนกันคือช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเจ็บปวดของคุณแม่ โดยแพทย์วิสัญญีจะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสุขภาพและสภาวะของคุณแม่ในขณะนั้น

การดมยาสลบ

การดมยาสลบเป็นการระงับความรู้สึกที่ทำให้คุณแม่หมดสติและไม่รู้สึกตัวระหว่างการผ่าตัด คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บและไม่รับรู้เหตุการณ์ขณะที่ผ่าคลอดจนกว่าฤทธิ์ยาสลบจะหมดลง

วิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้ให้ยาสลบอย่างใกล้ชิด โดยอาจให้ยาผ่านหน้ากากสำหรับการดม หรือนำยาสลบเข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำร่วมกับการใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อควบคุมการหายใจและเฝ้าระวังความปลอดภัยของคุณแม่ตลอดการผ่าตัด

การบล็อกหลัง

การบล็อกหลังเป็นการฉีดยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ เพื่อให้บริเวณกลางลำตัวลงไปจนถึงขาชาและไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าคลอด ในขณะที่ช่วงบนของลำตัวยังคงมีความรู้สึกตามปกติ

วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในช่องไขสันหลังของคุณแม่ เมื่อยาฤทธิ์ออก คุณแม่จะรู้สึกชาตั้งแต่ช่วงลำตัวไปจนถึงขาและไม่มีความรู้สึกเจ็บในระหว่างที่แพทย์กำลังผ่าตัดคลอด แต่ยังสามารถรู้สึกตัว รับรู้ และสื่อสารกับทีมแพทย์ได้ตลอดหัตถการ

สรุปความแตกต่างระหว่างการดมยาสลบและการบล็อกหลัง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองวิธีได้ดังนี้:

ประเด็นเปรียบเทียบการดมยาสลบการบล็อกหลัง
ลักษณะการออกฤทธิ์ระงับความรู้สึกทั้งตัว ทำให้หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลยระหว่างผ่าตัดระงับความรู้สึกเฉพาะช่วงลำตัวถึงขา โดยรู้สึกชาตั้งแต่กลางลำตัวไปจนถึงขา
วิธีให้ยาให้ยาทางหน้ากากดมยาร่วมกับการให้ยาทางหลอดเลือดดำ และใส่ท่อช่วยหายใจฉีดยาเข้าไปในช่องไขสันหลังโดยวิสัญญีแพทย์
ระดับความรู้สึกตัวของคุณแม่ไม่รู้สึกตัว ไม่รับรู้เหตุการณ์ระหว่างผ่าคลอดยังรู้สึกตัว รับรู้ และสื่อสารกับทีมแพทย์ได้
บริเวณที่ถูกระงับความรู้สึกทั้งร่างกายอยู่ภายใต้การออกฤทธิ์ของยาสลบเฉพาะช่วงกลางลำตัวลงไปจนถึงขา บริเวณผ่าตัดไม่มีความรู้สึกเจ็บ

ก่อนที่คุณแม่จะเข้ารับการผ่าตัดคลอด ควรปรึกษาแพทย์และวิสัญญีแพทย์ให้ละเอียดเกี่ยวกับวิธีระงับความเจ็บปวดที่เหมาะสมกับสุขภาพและสภาวะของร่างกายในขณะนั้น เพื่อให้การผ่าคลอดเป็นไปอย่างปลอดภัยและสบายใจที่สุด

 

แผลผ่าตัด มีแบบไหนบ้าง

โดยทั่วไปการผ่าตัดคลอดจะมีแนวทางการผ่าตัดแผลที่ใช้กันอยู่หลัก ๆ 2 แบบ ดังนี้:

1. การผ่าตัดแนวยาวตรง หรือแนวตั้งกลางลำตัวคุณแม่ (Vertical Midline Incision)

รูปแบบแผลผ่าตัดนี้ในปัจจุบันใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เช่น ทารกในครรภ์มีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีภาวะรกเกาะต่ำร่วมกับมีเลือดออกมาก เป็นต้น

แนวทางการผ่าคือ แพทย์จะลงมีดผ่าตัดบริเวณกึ่งกลางลำตัวด้านหน้า เริ่มจากบริเวณใต้สะดือลงมาถึงเหนือหัวหน่าว เป็นแนวตรงจากบนลงล่าง แล้วจึงผ่าชั้นต่าง ๆ เพื่อทำการนำทารกในครรภ์ออกมา

2. การผ่าตัดแนวขวาง หรือแนวบิกินี่ (Transverse Incision)

ในปัจจุบันการผ่าตัดแนวขวางเป็นรูปแบบแผลผ่าตัดคลอดที่ได้รับความนิยมมากกว่าแนวตรง เนื่องจากตำแหน่งแผลอยู่ต่ำและกลมกลืนกับแนวชุดชั้นในหรือบิกินี่

แพทย์จะลงมีดผ่าตัดเป็นแนวขวางและโค้งเล็กน้อยบริเวณเหนือหัวหน่าว หรือบริเวณที่เรียกว่า "เส้นบิกินี่" ความยาวของแผลผ่าตัดโดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 12–15 เซนติเมตร

ขั้นตอนการผ่าคลอด

นวัตกรรมการเย็บแผล ปิดแผลผ่าตัด

หลังจากที่ลูกน้อยลืมตาดูโลกแล้ว สูติแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดคลอดจะทำการเย็บหรือปิดแผลผ่าตัดในชั้นกล้ามเนื้อและชั้นผิวหนังต่าง ๆ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ การเย็บหรือปิดแผลที่ชั้นผิวหนังหน้าท้อง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้:

การใช้ไหมเย็บ

สูติแพทย์จะใช้ไหมเย็บแผลทางการแพทย์เย็บปิดแผลผ่าตัดหน้าท้อง อาจใช้ไหมละลายหรือไหมที่ต้องมาตัดออกภายหลัง ในช่วง 6–7 วันแรก คุณแม่ควรระมัดระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ และเมื่อเปิดผ้าปิดแผลออกแล้ว หากแผลแห้งดี ไม่ควรเกาหรือดึงสะเก็ดแผล ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ

การใช้แม็กซ์เย็บแผล

เป็นการใช้ลวดเย็บปิดแนวแผลผ่าตัดด้านนอก เพื่อให้ผิวหนังยึดติดกันอย่างมั่นคง ลดโอกาสที่แผลจะปริหรือแยกออก สามารถทำการเย็บแผลได้เร็วกว่าการใช้ไหม ประมาณ 7-14 วันแพทย์จะนัดเอาแม็กซ์ออก

การใช้กาวปิดแผลทางการแพทย์

กาวติดเนื้อเยื่อ (tissue adhesive) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการยึดติดเนื้อเยื่อเข้าด้วยกันให้มีความสะดวกมากขึ้น ใช้เวลาไม่มากแต่ยังพบอัตราการแยกของแผลที่สูงกว่าการเย็บแผล ดังนั้นการปิดแผลผ่าตัดด้วยการเย็บแผลยังคงเป็นมาตรฐานที่สูติแพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้ 

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเย็บหรือปิดแผลผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพสุขภาพ ความต้องการของตนเอง และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากในบางกรณีแพทย์อาจต้องพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และแต่ละวิธีก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป

การ์ตูนคุณแม่และทารก

แม้ผ่าคลอด...ก็เตรียมความพร้อมให้ลูกรักก้าวไปได้ไกลกว่า

การทำงานร่วมกันแบบซินไบโอติก (Synbiotic) ระหว่างจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก และใยอาหารพรีไบโอติก ในน้ำนมแม่ มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกน้อยที่ผ่าคลอด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและแข็งแรงไม่แพ้เด็กที่คลอดตามธรรมชาติ

ดังนั้น คุณแม่จึงควรให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นค่อยเริ่มให้อาหารตามวัยที่ปลอดภัยและเหมาะสม ควบคู่ไปกับการให้นมแม่อย่างต่อเนื่องจนอายุ 2 ปี หรือมากกว่า เพื่อช่วยพัฒนาระดับภูมิต้านทานของลูกน้อยที่ผ่าคลอดให้ใกล้เคียงกับเด็กที่คลอดธรรมชาติ หากคุณแม่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำด้านโภชนาการที่เหมาะสม

ReadyForCSection

กรณีใดบ้างที่แพทย์แนะนำให้ผ่าคลอด

การผ่าคลอดมักเป็นทางเลือกที่แพทย์พิจารณาเมื่อการคลอดทางช่องคลอดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคุณแม่หรือทารกอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์จะพิจารณาแนะนำให้ผ่าคลอดในกรณีที่ตำแหน่งของรกหรือทารกผิดปกติ หรือเมื่อสุขภาพของแม่และทารกทำให้การคลอดธรรมชาติไม่ปลอดภัยเพียงพอ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอด

ตัวอย่างกรณีสำคัญที่แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าคลอด มีดังนี้:

  •     ภาวะรกเกาะต่ำหรือรกปิดปากมดลูก ซึ่งเป็นภาวะที่รกอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งปกติและอาจปิดปากมดลูก ทำให้ทารกไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดของมารดา  

  •     ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่าก้นหรือท่าขวาง ซึ่งอาจทำให้การคลอดทางช่องคลอดมีความยากลำบากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของทั้งทารกและคุณแม่   

  •     คุณแม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายระหว่างคลอด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจทำให้การเบ่งคลอดหรือระยะคลอดยาวนานเป็นอันตรายต่อระบบไหลเวียนโลหิตและอวัยวะสำคัญ  

  •     ทารกมีภาวะสุขภาพที่ต้องการการดูแลพิเศษทันทีหลังคลอด เช่น ภาวะที่แพทย์ประเมินว่าทารกอาจต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ซึ่งการผ่าคลอดจะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถเตรียมการรองรับได้อย่างเหมาะสม  

ประเภทของการผ่าคลอด: ฉุกเฉินและวางแผนล่วงหน้า

โดยทั่วไป การผ่าคลอดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้:

  • ผ่าคลอดวางแผนล่วงหน้า คือการที่แพทย์และคุณแม่ตกลงกำหนดวันผ่าคลอดก่อนถึงกำหนดคลอด เนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน

  • ผ่าคลอดฉุกเฉิน คือการผ่าคลอดที่เกิดขึ้นระหว่างการคลอด เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

การดูแลหลังผ่าคลอดใน 24 ชั่วโมงแรก

ช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าคลอดเป็นระยะเวลาที่สำคัญมาก คุณแม่ควรดูแลตนเองอย่างใกล้ชิดตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน:

  1. งดน้ำและอาหารประมาณ 12–24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการสำลัก และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร
  2. เริ่มขยับตัวเบา ๆ เมื่อแพทย์อนุญาต เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้ลำไส้เริ่มขยับและกลับมาทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้น ป้องกันอาการท้องอืด
  3. ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้ง หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำ หรือสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

แผลผ่าคลอดจะหายกี่วัน? ดูแลอย่างไรให้แผลแห้งไว?

โดยทั่วไปแผลผ่าคลอดด้านนอกมักเริ่มสมานภายในประมาณ 1 สัปดาห์ และแผลด้านในใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ในการสมาน หากดูแลแผลอย่างถูกวิธี แผลจะค่อย ๆ แห้ง ลดโอกาสติดเชื้อ และช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้ดีขึ้น

ระยะเวลาการสมานแผลผ่าคลอดมักเป็นไปตามแนวโน้มต่อไปนี้:

  • แผลผ่าคลอดภายนอกมักเริ่มสมานภายในประมาณ 1 สัปดาห์

  • แผลผ่าคลอดภายในมักใช้เวลาสมานประมาณ 2–4 สัปดาห์

การดูแลแผลอย่างเหมาะสมมีส่วนสำคัญช่วยให้แผลแห้งไวและลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็น โดยคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ดูแลแผลให้สะอาดและแห้งเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาล

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากเกินไป เพื่อลดการดึงรั้งบริเวณแผล

  • ใช้แผ่นซิลิโคนช่วยลดรอยแผลเป็น ตามคำแนะนำของแพทย์

  • ใช้ผ้ารัดพยุงหน้าท้องเพื่อลดแรงกดทับและช่วยพยุงบริเวณแผล

  • เมื่อแผลแห้งสนิทแล้ว สามารถทาครีมหรือยาลดรอยแผลเป็นตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้รอยแผลดูจางลง

ให้นมลูกหลังผ่าคลอด ทำได้เมื่อไหร่

หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถเริ่มให้นมลูกได้ทันทีที่รู้สึกพร้อม และควรให้นมบ่อย ๆ ทุก 2–3 ชั่วโมง เพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ลูกดูดนมจากเต้าและการปั๊มนมแทนในช่วงที่ยังไม่สามารถอุ้มลูกได้สะดวก ล้วนมีส่วนช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย

เพื่อให้น้ำนมมาได้ดีและลดความเจ็บแผลผ่าคลอด คุณแม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้:

  • พยายามเริ่มให้นมลูกโดยเร็วที่สุดหลังผ่าคลอด และให้นมบ่อย ๆ ทุก 2–3 ชั่วโมง

  • หากในช่วงแรกยังไม่สามารถให้นมจากเต้าได้ทันที ควรปั๊มนมทุก 2–3 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนมไม่ให้ลดลง

  • เลือกใช้ท่าให้นมที่ไม่กดทับแผลผ่าคลอด เช่น ท่าฟุตบอล (football hold) เพื่อลดการกดทับและช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายมากขึ้นขณะให้นม

ผ่าคลอดหลายครั้ง อันตรายหรือไม่

การผ่าคลอดหลายครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ โดยเฉพาะภาวะรกเกาะแน่น การเกิดพังผืดภายในช่องท้องและบริเวณแผลผ่าตัด รวมถึงความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากขณะทำการผ่าคลอดในครั้งถัด ๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ระดับความเสี่ยงจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน แพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายกรณี โดยพิจารณาจากจำนวนครั้งที่เคยผ่าคลอด ภาวะสุขภาพของมารดา การเกาะตัวของรก และปัจจัยอื่น ๆ ก่อนให้คำแนะนำว่าควรผ่าคลอดซ้ำหรือไม่

อาการผิดปกติหลังผ่าคลอดที่ควรพบแพทย์

หลังการผ่าคลอด คุณแม่ควรสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

  • มีเลือดออกมาก เช่น เลือดออกจากช่องคลอดจนชุ่มผ้าอนามัยภายใน 1 ชั่วโมง

  • น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือมีสีแดงสดนานเกิน 4 วัน

  • มีไข้สูง อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส 

  • ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการปวดที่ไม่ทุเลาหลังการใช้ยา

  • แผลผ่าตัดบวม แดง หรือมีหนอง

หากหลังผ่าคลอดคุณแม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ตามรายการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

สรุป

เมื่อมองตลอดทั้งเส้นทางของการผ่าคลอดจะเห็นว่านี่คือกระบวนการที่ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัว งดน้ำงดอาหาร การเลือกระหว่างดมยาสลบกับการบล็อกหลัง รวมถึงแนวแผลและเทคนิคการเย็บ–ปิดแผลที่แพทย์ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละคน เพื่อให้คุณแม่และลูกปลอดภัยสูงสุด พร้อมกันนั้น การดูแลตัวเองใน 24 ชั่วโมงแรก การรักษาแผลให้สะอาด แห้ง ไม่ยกของหนัก การสังเกตอาการผิดปกติ และการตระหนักว่าการผ่าคลอดหลายครั้งต้องได้รับการประเมินใกล้ชิด ล้วนช่วยให้การฟื้นตัวราบรื่นยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว บทบาทของนมแม่และโภชนาการที่เหมาะสมคือเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้ลูกผ่าคลอดมีภูมิต้านทานทัดเทียมเด็กคลอดธรรมชาติ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณแม่ร่วมวางแผนกับทีมแพทย์อย่างตั้งใจยิ่งขึ้น ว่าจะดูแลทั้งตัวเองและลูกอย่างไรในก้าวต่อไปหลังวันผ่าคลอด

คำถามที่พบบ่อย

แพทย์มักแนะนำให้ผ่าคลอดในกรณีไหนบ้าง เช่น รกเกาะต่ำ ท่าทารกผิดปกติ หรือโรคประจำตัวของแม่

แพทย์จะพิจารณาแนะนำผ่าคลอดเมื่อการคลอดธรรมชาติเสี่ยงต่อแม่หรือลูก เช่น รกเกาะต่ำหรือรกปิดปากมดลูก ทารกอยู่ท่าก้นหรือท่าขวาง แม่มีโรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน หรือเมื่อลูกต้องการการดูแลพิเศษทันทีหลังคลอด การตัดสินใจขึ้นกับการประเมินแต่ละราย

การผ่าคลอดหลายครั้งมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เช่น รกเกาะแน่น พังผืด หรือเสียเลือดมาก และแพทย์พิจารณาอย่างไรในแต่ละราย

การผ่าคลอดหลายครั้งเพิ่มโอกาสเกิดพังผืดในช่องท้อง รกเกาะแน่นที่ผนังมดลูก และการเสียเลือดมากระหว่างผ่าตัด ภาวะเหล่านี้อาจทำให้การผ่าครั้งต่อไปซับซ้อนขึ้น แพทย์จึงต้องประเมินเป็นรายกรณี วางแผนผ่าคลอดในโรงพยาบาลที่พร้อมและติดตามอย่างใกล้ชิด

การเย็บปิดแผลผ่าคลอดมีแบบไหนบ้าง เช่น ไหมละลาย ไหมตัด แม็กซ์ กาวติดแผล และแต่ละแบบมีผลต่อการดูแลแผลใน 6–7 วันแรกอย่างไร 

การปิดแผลผ่าคลอดมีหลายแบบ เช่น ไหมละลาย ไหมตัด แม็กซ์ และกาวทางการแพทย์ แต่ละแบบช่วยให้ผิวหนังติดกันและป้องกันแผลแยกต่างกัน ช่วง 6–7 วันแรกควรระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ ไม่แกะสะเก็ดแผล และดูแลตามวิธีที่แพทย์แนะนำให้เหมาะกับแผลของคุณแม่

ซินไบโอติก โพรไบโอติก และพรีไบโอติกในนมแม่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ลูกผ่าคลอดอย่างไร และควรให้นมแม่แบบไหนจึงดีที่สุด

จุลินทรีย์ดีโพรไบโอติกและใยอาหารพรีไบโอติกในนมแม่ทำงานร่วมกันแบบซินไบโอติก ช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้และเสริมภูมิต้านทานให้ลูกผ่าคลอด การให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก และต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยจนอย่างน้อย 2 ปี ช่วยให้ภูมิต้านทานใกล้เคียงเด็กคลอดธรรมชาติ

หลังผ่าคลอด 24 ชั่วโมงแรกควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง เรื่องการรับประทานอาหาร การขยับตัว และการดูแลแผล

ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าคลอด มักให้งดน้ำอาหารช่วงแรกเพื่อป้องกันการสำลัก จากนั้นค่อยเริ่มจิบน้ำและอาหารอ่อนเมื่อแพทย์อนุญาต ควรเริ่มขยับตัวเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ป้องกันอาการท้องอืด ดูแลแผลให้สะอาด แห้ง และเลี่ยงการโดนน้ำหรือสัมผัสสกปรก

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนผ่าคลอด และขั้นตอนการผ่าคลอดตั้งแต่เริ่มจนจบเป็นอย่างไร ปลอดภัยไหมถ้าตั้งครรภ์มีภาวะแทรกซ้อน

ก่อนผ่าคลอดแพทย์จะกำหนดวันล่วงหน้า ให้คุณแม่งดน้ำอาหาร 6–8 ชั่วโมง ทำความสะอาดหน้าท้อง ใส่สายสวนปัสสาวะ แล้วจึงให้ยาชาหรือยาสลบ เมื่อระงับความรู้สึกแล้วแพทย์จะผ่าชั้นผิวหนังจนถึงมดลูก นำลูกและรกออก แล้วเย็บปิดแผลทุกชั้น ปัจจุบันถือว่าปลอดภัยมาก แม้ในรายมีภาวะแทรกซ้อนเมื่ออยู่ในความดูแลของทีมแพทย์

ผ่าคลอดควรเลือกดมยาสลบหรือบล็อกหลัง แบบไหนดีกว่ากันและมีผลต่อการรู้สึกตัวอย่างไร 

การดมยาสลบทำให้คุณแม่หมดสติ ไม่รู้สึกตัวตลอดการผ่าตัด ส่วนการบล็อกหลังทำให้ช่วงลำตัวถึงขาชา แต่ยังรู้สึกตัว พูดคุยได้ ทั้งสองวิธีปลอดภัยเมื่อทำโดยวิสัญญีแพทย์ การเลือกขึ้นกับสุขภาพคุณแม่ ภาวะแทรกซ้อน และคำแนะนำของแพทย์

แผลผ่าคลอดแนวตั้งกลางลำตัวกับแนวขวาง (บิกินี่) ต่างกันอย่างไร และกรณีไหนต้องใช้แผลแนวตั้ง

โดยทั่วไปแพทย์นิยมผ่าแนวขวางเหนือหัวหน่าว (แนวบิกินี่) เพราะซ่อนแผลได้ดีและฟื้นตัวค่อนข้างดี แผลแนวตั้งกลางลำตัวจะใช้ในภาวะฉุกเฉินหรือกรณีรกเกาะต่ำเลือดออกมาก หรือต้องเปิดช่องท้องกว้างเป็นพิเศษเพื่อช่วยชีวิตแม่และลูก

ผ่าคลอดแบบวางแผนล่วงหน้ากับผ่าคลอดฉุกเฉินต่างกันอย่างไร และสถานการณ์ไหนที่อาจต้องเปลี่ยนเป็นฉุกเฉิน

ผ่าคลอดวางแผนล่วงหน้าจะตกลงวันผ่ากับแพทย์จากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน ทำให้เตรียมตัวได้เต็มที่ ส่วนผ่าคลอดฉุกเฉินเกิดเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอดที่คาดไม่ถึง เช่น ภาวะขาดออกซิเจนหรือมีเลือดออกมาก แพทย์จึงต้องรีบผ่าช่วยชีวิตแม่และลูก

แผลผ่าคลอดใช้เวลากี่วันถึงจะหาย และมีวิธีดูแลอย่างไรให้แผลแห้งไว ลดแผลเป็นได้มากที่สุด

โดยทั่วไปแผลผ่าคลอดภายนอกเริ่มติดดีในราว 1 สัปดาห์ ส่วนแผลภายในใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ ควรรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงยกของหนัก ใช้ผ้ารัดหน้าท้องช่วยพยุง และเมื่อแผลแห้งสนิทแล้วอาจใช้แผ่นซิลิโคนหรือครีมลดรอยตามคำแนะนำแพทย์เพื่อลดแผลเป็น

หลังผ่าคลอดสามารถให้นมลูกได้เมื่อไหร่ ควรปั๊มนมและเลือกท่าให้นมแบบไหนที่ไม่กดทับแผล 

คุณแม่สามารถเริ่มให้นมลูกได้ทันทีเมื่อรู้สึกตัวและร่างกายพร้อม และควรให้นมทุก 2–3 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นน้ำนม หากยังให้นมจากอกไม่ได้ให้ปั๊มนมตามช่วงเวลาเดียวกัน เลือกท่าที่ไม่กดแผล เช่น ท่าฟุตบอล หรือท่านอนตะแคง เพื่อให้สบายและไม่เจ็บแผล

หลังผ่าคลอดมีอาการผิดปกติแบบไหนบ้างที่ถือว่าอันตรายและควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สัญญาณอันตรายหลังผ่าคลอดที่ต้องรีบพบแพทย์ ได้แก่ เลือดออกมากชุ่มผ้าอนามัยภายใน 1 ชั่วโมง น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือสีแดงสดนานเกิน 4 วัน มีไข้เกิน 38 องศา ปวดท้องรุนแรงแม้กินยาแล้ว แผลบวม แดง หรือมีหนอง หากพบอาการเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลทันที

ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลหลังผ่าคลอดและอาการผิดปกติที่ควรระวัง สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้:

CVM no M26-284

คำนวณอายุครรภ์

กรุณาระบุวันครบกำหนดคลอด

กรุณาระบุไม่เกิน 40 สัปดาห์
ไม่ทราบวันครบกำหนดคลอด

คำนวณวันครบกำหนดคลอด

กรุณาระบุวันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย

กรุณาระบุไม่เกิน 40 สัปดาห์

รอบประจำเดือนของคุณอยู่ในช่วงกี่วัน

อายุครรภ์สัปดาห์อื่น

วันครบกำหนดคลอดคือ

Due Date Result Label

8 april 2018

Week Result Label

อายุครรภ์สัปดาห์อื่น

อายุครรภ์ของคุณแม่คือ

สมัครสมาชิก

อายุครรภ์สัปดาห์อื่น

โปรแกรมตั้งชื่อมงคลให้ลูกรัก

บทความที่เกี่ยวข้อง

img
กรุณากรอกชื่อ กรุณากรอกตัวอักษร 5-40 ตัว รวมช่องว่าง
กรุณากรอกเบอร์โทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ (ไม่ต้องมีเลข 0 ข้างหน้า)
กรุณากรอกอีเมล์ อีเมลไม่ถูกต้อง

ระบบของเรารองรับบัญชีอีเมลเฉพาะจากโดเมนของ gmail, yahoo, hotmail, live, msn, icloud, qq, 163 และ outlook เท่านั้น​

กรุณากรอกวันกำหนดคลอด ข้อมูลไม่ถูกต้อง

กรุณากรอกชื่อ กรุณากรอกตัวอักษร 5-40 ตัว รวมช่องว่าง
This field is mandatory
กรุณากรอกข้อมูลวันเดือนปีเกิดลูก ข้อมูลไม่ถูกต้อง

ข้อตกลงและเงื่อนไข

* ข้อมูลจำเป็น

หากต้องการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิก หรือยกเลิก กรุณาติดต่อ 0 2740 3333

* ข้อมูลจำเป็น

ข้าพเจ้ายินยอมที่จะรับข้อมูลจากไฮแฟมิลี่คลับผ่านช่องทางไปรษณีย์ หรืออีเมล หรือ SMS หรือโทรศัพท์ ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บสามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า

We're sorry. There were technical problems with the form. Please contact our customer service.

กรุณากรอกบ้านเลขที่ รูปแบบเลขที่บ้านไม่ถูกต้อง
กรุณากรอกบ้านเลขที่ รูปแบบเลขที่บ้านไม่ถูกต้อง
ข้อมูลจำเป็น ข้อมูลไม่ถูกต้อง
ข้อมูลไม่ถูกต้อง
ข้อมูลไม่ถูกต้อง
ข้อมูลไม่ถูกต้อง
* กรุณากรอกจังหวัด
* กรุณากรอกอำเภอ
* กรุณากรอกตำบล
กรุณากรอกรหัสไปรษณีย์

We're sorry. There were technical problems with the form. Please contact our customer service.

carelinepic_resized2

ไฮ-แฟมิลี่ แคร์ไลน์

บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง

x