นมแม่ดีที่สุด
เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้คุณเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะเราเชื่อว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก ทั้งยังให้ประโยชน์กับทารกในหลายด้าน การเตรียมตัวช่วงก่อนและระหว่างการให้นมทารกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คุณควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่สมดุล
เมื่อคุณตัดสินใจที่จะไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับการใช้นมสูตรสำหรับทารก อาจลดประสิทธิภาพในการสร้างน้ำนมของคุณเองและทำให้การกลับมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อีกครั้งทำได้ยากขึ้น ดังนั้นก่อนเริ่มใช้นมสูตรสำหรับทารก คุณควรคำนึงถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมร่วมด้วย หากจำเป็นต้องใช้นมสูตรสำหรับทารก คุณควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียม การใช้ และการเก็บรักษา อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก
เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีให้อาหารทารก แนะนำปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุกครั้ง
เขียนโดย HiFamily Team
26 มี .ค. 2026
บทความนี้สรุปภาพรวมของการผ่าคลอด ตั้งแต่ข้อบ่งชี้ที่แพทย์มักแนะนำให้ผ่าคลอด ความแตกต่างของการดมยาสลบกับการบล็อกหลัง รูปแบบแผลผ่าตัด และนวัตกรรมการเย็บปิดแผล ซึ่งช่วยให้คุณแม่เข้าใจว่าการผ่าคลอดปัจจุบันมีความปลอดภัยและสามารถวางแผนร่วมกับแพทย์ได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังอธิบายการดูแลตนเองใน 24 ชั่วโมงแรกและช่วงฟื้นตัวเพื่อให้แผลหายเร็ว การเริ่มให้นมลูกอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงเมื่อผ่าคลอดหลายครั้ง ตลอดจนสัญญาณอันตรายหลังผ่าคลอดที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงใกล้เคียงการคลอดธรรมชาติ
ในกรณีที่คุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือข้อบ่งชี้บางอย่างขณะตั้งครรภ์ เช่น รกเกาะต่ำ ลูกอยู่ท่าก้น ปากมดลูกไม่เปิด หรือภาวะอื่น ๆ มักจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าคลอด โดยในปัจจุบัน การให้กำเนิดลูกน้อยด้วยการผ่าคลอดถือว่ามีความปลอดภัยสูงทั้งต่อคุณแม่และทารก คุณแม่จึงสามารถเข้ารับการผ่าคลอดได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก
สำหรับการผ่าตัด คลอดบุตร สูติแพทย์มักจะกำหนดวันผ่าคลอดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คุณแม่มีเวลาเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด คุณแม่จะต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมพร้อมดังนี้:
งดน้ำและงดอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการสำลักอาหารหรือน้ำเข้าสู่ปอดในระหว่างผ่าตัด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องดมยาสลบและมีการใส่ท่อช่วยหายใจ
หลังจากลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว แพทย์จะทำการเย็บปิดแผลผ่าตัดทีละชั้น เริ่มจากเย็บซ่อมแซมแผลที่มดลูก จากนั้นจึงเย็บปิดชั้นเยื่อบุช่องท้อง ชั้นไขมัน และปิดท้ายด้วยการเย็บปิดแผลที่ชั้นผิวหนังหน้าท้องตามลำดับ เพื่อให้แผลสมานตัวได้อย่างเหมาะสม
การดมยาสลบและการบล็อกหลังเป็นวิธีระงับความรู้สึกที่ใช้ระหว่างการผ่าคลอดเพื่อให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ทั้งสองวิธีมีลักษณะการออกฤทธิ์และระดับความรู้สึกตัวที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั่วไป การดมยาสลบจะทำให้คุณแม่หมดสติทั้งตัว ส่วนการบล็อกหลังทำให้ชาเฉพาะช่วงลำตัวถึงขา แต่ยังรู้สึกตัวและสื่อสารได้
ทั้งสองวิธีมีจุดประสงค์เหมือนกันคือช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเจ็บปวดของคุณแม่ โดยแพทย์วิสัญญีจะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสุขภาพและสภาวะของคุณแม่ในขณะนั้น
การดมยาสลบเป็นการระงับความรู้สึกที่ทำให้คุณแม่หมดสติและไม่รู้สึกตัวระหว่างการผ่าตัด คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บและไม่รับรู้เหตุการณ์ขณะที่ผ่าคลอดจนกว่าฤทธิ์ยาสลบจะหมดลง
วิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้ให้ยาสลบอย่างใกล้ชิด โดยอาจให้ยาผ่านหน้ากากสำหรับการดม หรือนำยาสลบเข้าสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำร่วมกับการใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อควบคุมการหายใจและเฝ้าระวังความปลอดภัยของคุณแม่ตลอดการผ่าตัด
การบล็อกหลังเป็นการฉีดยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ เพื่อให้บริเวณกลางลำตัวลงไปจนถึงขาชาและไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าคลอด ในขณะที่ช่วงบนของลำตัวยังคงมีความรู้สึกตามปกติ
วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในช่องไขสันหลังของคุณแม่ เมื่อยาฤทธิ์ออก คุณแม่จะรู้สึกชาตั้งแต่ช่วงลำตัวไปจนถึงขาและไม่มีความรู้สึกเจ็บในระหว่างที่แพทย์กำลังผ่าตัดคลอด แต่ยังสามารถรู้สึกตัว รับรู้ และสื่อสารกับทีมแพทย์ได้ตลอดหัตถการ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองวิธีได้ดังนี้:
| ประเด็นเปรียบเทียบ | การดมยาสลบ | การบล็อกหลัง |
| ลักษณะการออกฤทธิ์ | ระงับความรู้สึกทั้งตัว ทำให้หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลยระหว่างผ่าตัด | ระงับความรู้สึกเฉพาะช่วงลำตัวถึงขา โดยรู้สึกชาตั้งแต่กลางลำตัวไปจนถึงขา |
| วิธีให้ยา | ให้ยาทางหน้ากากดมยาร่วมกับการให้ยาทางหลอดเลือดดำ และใส่ท่อช่วยหายใจ | ฉีดยาเข้าไปในช่องไขสันหลังโดยวิสัญญีแพทย์ |
| ระดับความรู้สึกตัวของคุณแม่ | ไม่รู้สึกตัว ไม่รับรู้เหตุการณ์ระหว่างผ่าคลอด | ยังรู้สึกตัว รับรู้ และสื่อสารกับทีมแพทย์ได้ |
| บริเวณที่ถูกระงับความรู้สึก | ทั้งร่างกายอยู่ภายใต้การออกฤทธิ์ของยาสลบ | เฉพาะช่วงกลางลำตัวลงไปจนถึงขา บริเวณผ่าตัดไม่มีความรู้สึกเจ็บ |
ก่อนที่คุณแม่จะเข้ารับการผ่าตัดคลอด ควรปรึกษาแพทย์และวิสัญญีแพทย์ให้ละเอียดเกี่ยวกับวิธีระงับความเจ็บปวดที่เหมาะสมกับสุขภาพและสภาวะของร่างกายในขณะนั้น เพื่อให้การผ่าคลอดเป็นไปอย่างปลอดภัยและสบายใจที่สุด
โดยทั่วไปการผ่าตัดคลอดจะมีแนวทางการผ่าตัดแผลที่ใช้กันอยู่หลัก ๆ 2 แบบ ดังนี้:
รูปแบบแผลผ่าตัดนี้ในปัจจุบันใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เช่น ทารกในครรภ์มีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีภาวะรกเกาะต่ำร่วมกับมีเลือดออกมาก เป็นต้น
แนวทางการผ่าคือ แพทย์จะลงมีดผ่าตัดบริเวณกึ่งกลางลำตัวด้านหน้า เริ่มจากบริเวณใต้สะดือลงมาถึงเหนือหัวหน่าว เป็นแนวตรงจากบนลงล่าง แล้วจึงผ่าชั้นต่าง ๆ เพื่อทำการนำทารกในครรภ์ออกมา
ในปัจจุบันการผ่าตัดแนวขวางเป็นรูปแบบแผลผ่าตัดคลอดที่ได้รับความนิยมมากกว่าแนวตรง เนื่องจากตำแหน่งแผลอยู่ต่ำและกลมกลืนกับแนวชุดชั้นในหรือบิกินี่
แพทย์จะลงมีดผ่าตัดเป็นแนวขวางและโค้งเล็กน้อยบริเวณเหนือหัวหน่าว หรือบริเวณที่เรียกว่า "เส้นบิกินี่" ความยาวของแผลผ่าตัดโดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 12–15 เซนติเมตร
หลังจากที่ลูกน้อยลืมตาดูโลกแล้ว สูติแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดคลอดจะทำการเย็บหรือปิดแผลผ่าตัดในชั้นกล้ามเนื้อและชั้นผิวหนังต่าง ๆ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ การเย็บหรือปิดแผลที่ชั้นผิวหนังหน้าท้อง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้:
สูติแพทย์จะใช้ไหมเย็บแผลทางการแพทย์เย็บปิดแผลผ่าตัดหน้าท้อง อาจใช้ไหมละลายหรือไหมที่ต้องมาตัดออกภายหลัง ในช่วง 6–7 วันแรก คุณแม่ควรระมัดระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ และเมื่อเปิดผ้าปิดแผลออกแล้ว หากแผลแห้งดี ไม่ควรเกาหรือดึงสะเก็ดแผล ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ
เป็นการใช้ลวดเย็บปิดแนวแผลผ่าตัดด้านนอก เพื่อให้ผิวหนังยึดติดกันอย่างมั่นคง ลดโอกาสที่แผลจะปริหรือแยกออก สามารถทำการเย็บแผลได้เร็วกว่าการใช้ไหม ประมาณ 7-14 วันแพทย์จะนัดเอาแม็กซ์ออก
กาวติดเนื้อเยื่อ (tissue adhesive) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการยึดติดเนื้อเยื่อเข้าด้วยกันให้มีความสะดวกมากขึ้น ใช้เวลาไม่มากแต่ยังพบอัตราการแยกของแผลที่สูงกว่าการเย็บแผล ดังนั้นการปิดแผลผ่าตัดด้วยการเย็บแผลยังคงเป็นมาตรฐานที่สูติแพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเย็บหรือปิดแผลผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพสุขภาพ ความต้องการของตนเอง และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากในบางกรณีแพทย์อาจต้องพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และแต่ละวิธีก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป
การทำงานร่วมกันแบบซินไบโอติก (Synbiotic) ระหว่างจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก และใยอาหารพรีไบโอติก ในน้ำนมแม่ มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกน้อยที่ผ่าคลอด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและแข็งแรงไม่แพ้เด็กที่คลอดตามธรรมชาติ
ดังนั้น คุณแม่จึงควรให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นค่อยเริ่มให้อาหารตามวัยที่ปลอดภัยและเหมาะสม ควบคู่ไปกับการให้นมแม่อย่างต่อเนื่องจนอายุ 2 ปี หรือมากกว่า เพื่อช่วยพัฒนาระดับภูมิต้านทานของลูกน้อยที่ผ่าคลอดให้ใกล้เคียงกับเด็กที่คลอดธรรมชาติ หากคุณแม่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำด้านโภชนาการที่เหมาะสม
การผ่าคลอดมักเป็นทางเลือกที่แพทย์พิจารณาเมื่อการคลอดทางช่องคลอดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคุณแม่หรือทารกอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์จะพิจารณาแนะนำให้ผ่าคลอดในกรณีที่ตำแหน่งของรกหรือทารกผิดปกติ หรือเมื่อสุขภาพของแม่และทารกทำให้การคลอดธรรมชาติไม่ปลอดภัยเพียงพอ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอด
ตัวอย่างกรณีสำคัญที่แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าคลอด มีดังนี้:
ภาวะรกเกาะต่ำหรือรกปิดปากมดลูก ซึ่งเป็นภาวะที่รกอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งปกติและอาจปิดปากมดลูก ทำให้ทารกไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดของมารดา
ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่าก้นหรือท่าขวาง ซึ่งอาจทำให้การคลอดทางช่องคลอดมีความยากลำบากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของทั้งทารกและคุณแม่
คุณแม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายระหว่างคลอด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจทำให้การเบ่งคลอดหรือระยะคลอดยาวนานเป็นอันตรายต่อระบบไหลเวียนโลหิตและอวัยวะสำคัญ
ทารกมีภาวะสุขภาพที่ต้องการการดูแลพิเศษทันทีหลังคลอด เช่น ภาวะที่แพทย์ประเมินว่าทารกอาจต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ซึ่งการผ่าคลอดจะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถเตรียมการรองรับได้อย่างเหมาะสม
โดยทั่วไป การผ่าคลอดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้:
ผ่าคลอดวางแผนล่วงหน้า คือการที่แพทย์และคุณแม่ตกลงกำหนดวันผ่าคลอดก่อนถึงกำหนดคลอด เนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน
ผ่าคลอดฉุกเฉิน คือการผ่าคลอดที่เกิดขึ้นระหว่างการคลอด เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
ช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าคลอดเป็นระยะเวลาที่สำคัญมาก คุณแม่ควรดูแลตนเองอย่างใกล้ชิดตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน:
โดยทั่วไปแผลผ่าคลอดด้านนอกมักเริ่มสมานภายในประมาณ 1 สัปดาห์ และแผลด้านในใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ในการสมาน หากดูแลแผลอย่างถูกวิธี แผลจะค่อย ๆ แห้ง ลดโอกาสติดเชื้อ และช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้ดีขึ้น
ระยะเวลาการสมานแผลผ่าคลอดมักเป็นไปตามแนวโน้มต่อไปนี้:
แผลผ่าคลอดภายนอกมักเริ่มสมานภายในประมาณ 1 สัปดาห์
แผลผ่าคลอดภายในมักใช้เวลาสมานประมาณ 2–4 สัปดาห์
การดูแลแผลอย่างเหมาะสมมีส่วนสำคัญช่วยให้แผลแห้งไวและลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็น โดยคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้:
ดูแลแผลให้สะอาดและแห้งเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาล
หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากเกินไป เพื่อลดการดึงรั้งบริเวณแผล
ใช้แผ่นซิลิโคนช่วยลดรอยแผลเป็น ตามคำแนะนำของแพทย์
ใช้ผ้ารัดพยุงหน้าท้องเพื่อลดแรงกดทับและช่วยพยุงบริเวณแผล
เมื่อแผลแห้งสนิทแล้ว สามารถทาครีมหรือยาลดรอยแผลเป็นตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้รอยแผลดูจางลง
หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถเริ่มให้นมลูกได้ทันทีที่รู้สึกพร้อม และควรให้นมบ่อย ๆ ทุก 2–3 ชั่วโมง เพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ลูกดูดนมจากเต้าและการปั๊มนมแทนในช่วงที่ยังไม่สามารถอุ้มลูกได้สะดวก ล้วนมีส่วนช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย
เพื่อให้น้ำนมมาได้ดีและลดความเจ็บแผลผ่าคลอด คุณแม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้:
พยายามเริ่มให้นมลูกโดยเร็วที่สุดหลังผ่าคลอด และให้นมบ่อย ๆ ทุก 2–3 ชั่วโมง
หากในช่วงแรกยังไม่สามารถให้นมจากเต้าได้ทันที ควรปั๊มนมทุก 2–3 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนมไม่ให้ลดลง
เลือกใช้ท่าให้นมที่ไม่กดทับแผลผ่าคลอด เช่น ท่าฟุตบอล (football hold) เพื่อลดการกดทับและช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายมากขึ้นขณะให้นม
การผ่าคลอดหลายครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ โดยเฉพาะภาวะรกเกาะแน่น การเกิดพังผืดภายในช่องท้องและบริเวณแผลผ่าตัด รวมถึงความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากขณะทำการผ่าคลอดในครั้งถัด ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ระดับความเสี่ยงจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน แพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายกรณี โดยพิจารณาจากจำนวนครั้งที่เคยผ่าคลอด ภาวะสุขภาพของมารดา การเกาะตัวของรก และปัจจัยอื่น ๆ ก่อนให้คำแนะนำว่าควรผ่าคลอดซ้ำหรือไม่
หลังการผ่าคลอด คุณแม่ควรสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
มีเลือดออกมาก เช่น เลือดออกจากช่องคลอดจนชุ่มผ้าอนามัยภายใน 1 ชั่วโมง
น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือมีสีแดงสดนานเกิน 4 วัน
มีไข้สูง อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการปวดที่ไม่ทุเลาหลังการใช้ยา
แผลผ่าตัดบวม แดง หรือมีหนอง
หากหลังผ่าคลอดคุณแม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ตามรายการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
เมื่อมองตลอดทั้งเส้นทางของการผ่าคลอดจะเห็นว่านี่คือกระบวนการที่ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัว งดน้ำงดอาหาร การเลือกระหว่างดมยาสลบกับการบล็อกหลัง รวมถึงแนวแผลและเทคนิคการเย็บ–ปิดแผลที่แพทย์ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละคน เพื่อให้คุณแม่และลูกปลอดภัยสูงสุด พร้อมกันนั้น การดูแลตัวเองใน 24 ชั่วโมงแรก การรักษาแผลให้สะอาด แห้ง ไม่ยกของหนัก การสังเกตอาการผิดปกติ และการตระหนักว่าการผ่าคลอดหลายครั้งต้องได้รับการประเมินใกล้ชิด ล้วนช่วยให้การฟื้นตัวราบรื่นยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว บทบาทของนมแม่และโภชนาการที่เหมาะสมคือเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้ลูกผ่าคลอดมีภูมิต้านทานทัดเทียมเด็กคลอดธรรมชาติ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณแม่ร่วมวางแผนกับทีมแพทย์อย่างตั้งใจยิ่งขึ้น ว่าจะดูแลทั้งตัวเองและลูกอย่างไรในก้าวต่อไปหลังวันผ่าคลอด
แพทย์จะพิจารณาแนะนำผ่าคลอดเมื่อการคลอดธรรมชาติเสี่ยงต่อแม่หรือลูก เช่น รกเกาะต่ำหรือรกปิดปากมดลูก ทารกอยู่ท่าก้นหรือท่าขวาง แม่มีโรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน หรือเมื่อลูกต้องการการดูแลพิเศษทันทีหลังคลอด การตัดสินใจขึ้นกับการประเมินแต่ละราย
การผ่าคลอดหลายครั้งเพิ่มโอกาสเกิดพังผืดในช่องท้อง รกเกาะแน่นที่ผนังมดลูก และการเสียเลือดมากระหว่างผ่าตัด ภาวะเหล่านี้อาจทำให้การผ่าครั้งต่อไปซับซ้อนขึ้น แพทย์จึงต้องประเมินเป็นรายกรณี วางแผนผ่าคลอดในโรงพยาบาลที่พร้อมและติดตามอย่างใกล้ชิด
การปิดแผลผ่าคลอดมีหลายแบบ เช่น ไหมละลาย ไหมตัด แม็กซ์ และกาวทางการแพทย์ แต่ละแบบช่วยให้ผิวหนังติดกันและป้องกันแผลแยกต่างกัน ช่วง 6–7 วันแรกควรระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ ไม่แกะสะเก็ดแผล และดูแลตามวิธีที่แพทย์แนะนำให้เหมาะกับแผลของคุณแม่
จุลินทรีย์ดีโพรไบโอติกและใยอาหารพรีไบโอติกในนมแม่ทำงานร่วมกันแบบซินไบโอติก ช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้และเสริมภูมิต้านทานให้ลูกผ่าคลอด การให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก และต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยจนอย่างน้อย 2 ปี ช่วยให้ภูมิต้านทานใกล้เคียงเด็กคลอดธรรมชาติ
ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าคลอด มักให้งดน้ำอาหารช่วงแรกเพื่อป้องกันการสำลัก จากนั้นค่อยเริ่มจิบน้ำและอาหารอ่อนเมื่อแพทย์อนุญาต ควรเริ่มขยับตัวเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ป้องกันอาการท้องอืด ดูแลแผลให้สะอาด แห้ง และเลี่ยงการโดนน้ำหรือสัมผัสสกปรก
ก่อนผ่าคลอดแพทย์จะกำหนดวันล่วงหน้า ให้คุณแม่งดน้ำอาหาร 6–8 ชั่วโมง ทำความสะอาดหน้าท้อง ใส่สายสวนปัสสาวะ แล้วจึงให้ยาชาหรือยาสลบ เมื่อระงับความรู้สึกแล้วแพทย์จะผ่าชั้นผิวหนังจนถึงมดลูก นำลูกและรกออก แล้วเย็บปิดแผลทุกชั้น ปัจจุบันถือว่าปลอดภัยมาก แม้ในรายมีภาวะแทรกซ้อนเมื่ออยู่ในความดูแลของทีมแพทย์
การดมยาสลบทำให้คุณแม่หมดสติ ไม่รู้สึกตัวตลอดการผ่าตัด ส่วนการบล็อกหลังทำให้ช่วงลำตัวถึงขาชา แต่ยังรู้สึกตัว พูดคุยได้ ทั้งสองวิธีปลอดภัยเมื่อทำโดยวิสัญญีแพทย์ การเลือกขึ้นกับสุขภาพคุณแม่ ภาวะแทรกซ้อน และคำแนะนำของแพทย์
โดยทั่วไปแพทย์นิยมผ่าแนวขวางเหนือหัวหน่าว (แนวบิกินี่) เพราะซ่อนแผลได้ดีและฟื้นตัวค่อนข้างดี แผลแนวตั้งกลางลำตัวจะใช้ในภาวะฉุกเฉินหรือกรณีรกเกาะต่ำเลือดออกมาก หรือต้องเปิดช่องท้องกว้างเป็นพิเศษเพื่อช่วยชีวิตแม่และลูก
ผ่าคลอดวางแผนล่วงหน้าจะตกลงวันผ่ากับแพทย์จากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน ทำให้เตรียมตัวได้เต็มที่ ส่วนผ่าคลอดฉุกเฉินเกิดเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอดที่คาดไม่ถึง เช่น ภาวะขาดออกซิเจนหรือมีเลือดออกมาก แพทย์จึงต้องรีบผ่าช่วยชีวิตแม่และลูก
โดยทั่วไปแผลผ่าคลอดภายนอกเริ่มติดดีในราว 1 สัปดาห์ ส่วนแผลภายในใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ ควรรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงยกของหนัก ใช้ผ้ารัดหน้าท้องช่วยพยุง และเมื่อแผลแห้งสนิทแล้วอาจใช้แผ่นซิลิโคนหรือครีมลดรอยตามคำแนะนำแพทย์เพื่อลดแผลเป็น
คุณแม่สามารถเริ่มให้นมลูกได้ทันทีเมื่อรู้สึกตัวและร่างกายพร้อม และควรให้นมทุก 2–3 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นน้ำนม หากยังให้นมจากอกไม่ได้ให้ปั๊มนมตามช่วงเวลาเดียวกัน เลือกท่าที่ไม่กดแผล เช่น ท่าฟุตบอล หรือท่านอนตะแคง เพื่อให้สบายและไม่เจ็บแผล
สัญญาณอันตรายหลังผ่าคลอดที่ต้องรีบพบแพทย์ ได้แก่ เลือดออกมากชุ่มผ้าอนามัยภายใน 1 ชั่วโมง น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือสีแดงสดนานเกิน 4 วัน มีไข้เกิน 38 องศา ปวดท้องรุนแรงแม้กินยาแล้ว แผลบวม แดง หรือมีหนอง หากพบอาการเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลทันที
ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลหลังผ่าคลอดและอาการผิดปกติที่ควรระวัง สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้:
https://www.tiktok.com/@sikarinhospital/video/7561370722614938900https://www.tiktok.com/@sikarinhospital/video/7561370722614938900
CVM no M26-284
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง