Web Content Display Web Content Display

Web Content Display Web Content Display

การผ่าคลอด

Web Content Display Web Content Display

"ผ่าคลอด" สิ่งที่ต้องรู้และเตรียมตัว

การผ่าคลอด หรือที่เรียกว่า Cesarean Section (C-Section) คือการคลอดด้วยการผ่าตัดแทนการคลอดแบบธรรมชาติทางช่องคลอด ซึ่งจะไม่รู้สึกตัวระหว่างคลอด และรวดเร็วกว่า ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีเปิดปากแผลบริเวณระหว่างหน้าท้องและมดลูก บางครั้งการผ่าคลอดก็ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแม่บางคน นอกจากนั้น มีสิ่งใดบ้างที่แม่ต้องรู้และเตรียมตัว

ผ่าคลอด

 

เข้าใจการผ่าคลอด

ผ่าคลอด หรือที่เรียกว่า Cesarean Section (C-Section) คือการคลอดด้วยการผ่าตัดแทนการคลอดแบบธรรมชาติทางช่องคลอด ซึ่งจะไม่รู้สึกตัวระหว่างคลอด และรวดเร็วกว่า ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีเปิดปากแผลบริเวณระหว่างหน้าท้องและมดลูก บางครั้งการผ่าคลอดก็ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแม่บางคน

แม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนและหลังผ่าคลอด

ถ้าแม่ทราบกำหนดวันการผ่าคลอดแล้ว แพทย์จะให้แม่พูดคุยกับวิสัญญีแพทย์ ในเรื่องสุขภาพ เพื่อป้องกันหรือลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าคลอด และการใช้ยาสลบ จากนั้นคือการตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮีโมโกลบิน และกรุ๊ปเลือดของคุณแม่ เพื่อการเตรียมเลือดสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัดคลอด และอย่าลืมว่า การผ่าคลอดจะฟื้นตัวช้ากว่าการคลอดธรรมชาติ อาจต้องวางแผนหาีคนคอยช่วยดูแลเด็กทารกจนกว่าแม่จะหายปกติ เพราะคุณแม่ต้องพักฟื้นและการดูแลลูกน้อยด้วยตนเองอาจทำให้แผลหายช้าหรือติดเชื้อได้ เมื่อถึงวันผ่าคลอด แพทย์มักแนะนำให้คุณแม่อาบน้ำด้วยสบู่ฆ่าเชื้อเพื่อลดการติดเชื้อ แต่ห้ามโกนขนอวัยวะเพศ เพราะจะทำให้ความเสี่ยงจากการติดเชื้อบริเวณที่ผ่าตัดเพิ่มขึ้น หากจำเป็นต้องกำจัดขนเหล่านั้นออก แพทย์จะทำการตัดในระหว่างก่อนผ่าตัดเอง สำหรับหลังการผ่าคลอด

วิธีดูแลรักษาตัวหลังผ่าคลอด

เมื่อการผ่าคลอดเสร็จสิ้นไปแล้ว ปกติแม่และเด็กจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออย่างน้อยอีก 2 ถึง 3 วัน เพื่อดูแลอาการปวดหลังจากการผ่าตัดคลอด แม่หลายคนต้องใช้ยาแก้ปวดให้ผ่านทางสายน้ำเกลือ นอกจากนั้นต้องมีพยาบาลคอยดูแลเรื่องการขยับร่างกาย เพราะการเคลื่อนไหวสามารถช่วยให้แผลผ่าตัดสมานตัวได้เร็ว และยังจะลดอาการท้องผูกและอาการลิ่มเลือด นอกจากนั้น ทีมแพทย์ยังสามารถเฝ้าระวังการติดเชื้อของแผลผ่าคลอด รวมทั้งการดูแลสุขภาพและอาหารการกินโดยรวมซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องดูแลสำหรับแม่ผ่าคลอดเป็นพิเศษ นอกจากนั้น หลังผ่าคลอด แม่สามารถนมลูกได้เมื่อพร้อม และก่อนออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่ควรปรึกษาสอบถามทีมแพทย์เรื่องการดูแลแม่และเด็ก ทั้งเรื่อง อาหารการกิน และ วัคซีน เพื่อป้องกันการเกิดโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในแม่และเด็กต่อไป

3 วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าคลอด

  1. แม่และคนดูแล ควรสังเกตบ่อยๆ ว่าแม่มีไข้หรือไม่ เพราะอาจมีการอักเสบจากแผล
  2. แม่และคนดูแล ควรคอยสังเกตว่าแผลจากการผ่าคลอด บวมแดงหรือไม่อย่างไร เพราะปกติแล้วแผลผ่าคลอดควรจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
  3. ทำให้แน่ใจว่า เวลาแม่ลุกหรือนั่งจากเตียงให้ตะแคงตัวเท่านั้น และเมื่อต้องการลุก ให้ค่อย ๆ ใช้มือยันตัวขึ้นในท่าตะแคง รวมทั้งเวลานอนลงก็ควรใช้ท่าเดิมนี้ เพื่อลดอาการเจ็บแผลหรือการทำให้แผลผ่าคลอดเปิดได้

อ่านเรื่องการดูแลแผลผ่าคลอดให้หายเร็ว

ขั้นตอนของการผ่าคลอด

การผ่าคลอดโดยทั่วไป ใช้เวลาประมาณ 50 นาที 1 ชั่วโมง ทารกจะถูกนำออกมาตั้งแต่ในช่วง 5-15 นาทีแรก ขั้นตอนเริ่มจากการให้ยาชาเฉพาะส่วน และยาสลบ หรือบล็อคหลัง เมื่อแม่หลับจึงช้มีดไฟฟ้าในการเริ่มผ่า เมื่อผ่าผ่านชั้นต่างๆ จากผิวหนังและไขมันแล้ว ก็จะเจอมดลูก ซึ่งในขั้นตอนนี้แพทย์จะใช้มีดบางในการผ่าและระวังไม่ให้โดนตัวเด็ก พอผ่าเสร็จแล้ว แพทย์จึงใช้มือค่อยๆ ดึงหัวเด็กออกมา และเมื่อนำลูกออกมาจากท้องแม่ได้แล้ว แพทย์ก็จะจับหัวเด็กทารกห้อยลง เพื่อการไล่น้ำคร่ำที่ค้างอยู่ในปอด และหลอดลมของเด็กให้ไหลออกมา จากนั้นแพทย์ผู้ช่วยจะใช้ลูกยางแดง ในการดูดน้ำคร่ำออกจากปาก และจมูกของเด็ก เป็นอันเสร็จขั้นตอนการผ่าคลอดค่ะ

ทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงการผ่าคลอด

คำถามที่คุณแม่หลายคนสงสัยคือ ทำไมถึงต้องผ่าคลอด คลอดธรรมชาติไม่ดีตรงไหน สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้ก็คือการผ่าคลอดเป็นทางออกสำหรับแม่ที่ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ลูกตัวใหญ่เกินกว่าที่จะคลอดปกติ รกเกาะต่ำ อยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการขวางทางออกในการคลอด หรือคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป สรีระของคุณแม่ไม่พร้อม กระดูกเชิงกรานเล็กเกินไป สายสะดือสั้นเกินไป และความไม่พร้อมทางด้านร่างกายหลายอย่างของสุขภาพแม่ หรือแม้แต่การคลอดในภาวะฉุกเฉินก็เช่นกัน และเมื่อแม่รู้ว่าจำเป็นต้องผ่าคลอด อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม และควรต้องเตรียมตัวตั้งแต่ผ่าคลอดก็คือ เรื่่องของภูมิต้านทาน หรือภูมิคุ้มกันของลูกที่อาจจะพัฒนาช้านั่นเอง

จากงานวิจัยเด็ก 1.9 ล้านคน พบว่าเด็กผ่าคลอด มีความเสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานอ่อนแอเพิ่มขึ้นถึง 46% เสี่ยงต่อโรคหอบหืดเพิ่มขึ้้นถึง 23% และเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเด็กที่คลอดธรรมชาติ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะคะ เพราะเราสามารถเร่งคืนภูมิต้านทานให้กับเขาได้ด้วยนมแม่ และโภชนาการที่เหมาะสมที่มีองค์ประกอบในการสร้างเสริมภูมิต้านทาน โดยเฉพาะจุลินทรีย์สุขภาพ (ไพรโบโอติก) และอาหารของจุลินทรีย์ (พรีไบโอติก) ที่ทำงานร่วมกันแบบ ซินไบโอติก ประกอบกับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ก็จะสามารถเร่งคืนภูมิต้านทานให้ลูกน้อยได้อย่างดี

 

ผ่าคลอด

ภูมิต้านทานช่วงแรกหลังผ่าคลอด รากฐานชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

การผ่าคลอดมีผลต่อ ‘ภูมิต้านทาน' ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวตลอดชีวิตของลูก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจรุงจิตร์ งามไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำว่า "ช่วงแรกเกิด คือช่วงโอกาสทอง ที่จะส่งเสริมระบบภูมิต้านทาน ให้ลูกน้อยแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย เพื่อรองรับทุกพัฒนาการ และการเจริญเติบโตในอนาคต หากพลาดโอกาสทองนี้ไป ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับคืนมาได้"

ลูกน้อยผ่าคลอดสามารถก็สามารถแข็งแรงได้

แม้การผ่าคลอดอาจทำให้โอกาสพัฒนาภูมิต้านทานของลูกน้อยล่าช้า และอาจส่งผลให้เขาเจ็บป่วยง่าย เป็นอุปสรรค ต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ หากแต่คุณแม่รู้ทัน และไม่มองข้ามที่จะเร่งคืนภูมิต้านทานตั้งต้น ด้วยโภชนาการช่วงแรกของชีวิต ที่เหมาะสม เท่ากับเป็นการมอบพื้นฐานภายในทีแข็งแรง เพื่อเป็นพลังสู่ความสำเร็จในอนาคต

คลิกอ่านเพิ่มเติม >>   

โภชนาการเพื่อคืนภูมิต้านทาน สำหรับเด็กผ่าคลอด

 

Reference: 1. Bager P, Wohlfahrt J, Westergaard T, Caesarean delivery and risk of atopy and allergic disease: meta-analyses. Clin Exp Allergy. 2008;38:634-642.

*การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก และให้ประโยชน์หลายประการ มารดาควรรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ตามหลักอนามัยและสมดุลในช่วงก่อนและขณะให้นมลูก การเลี้ยงลูกดวยนมแม่ร่วมกับนมขวดในช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังคลอด อาจทำให้ปริมาณนำ้นมแม่ลดลงและอาจทำให้การกลับมาตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยากขึ้น ควรคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม และเศรษฐกิจในการใช้นมดัดแปลงสำหรับทารก การให้นมแก่ทารกไม่ถูกวิธี หรือการให้อาหารทารกด้วยชนิด หรือวิธีการ ที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพได้ ในกรณีที่มารดาใช้นมดัดแปลงสำหรับทารก ควรต้องปฎิบัติตามคำแนะนำ ในการใช้โดยผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจทำให้ทารกไม่สบายได้ มารดาควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ หรือผู้บริบาลสุขภาพ เพื่อขอคำแนะนำในการเลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง*

Web Content Display Web Content Display

Web Content Display Web Content Display

 

บทความที่เกี่ยวข้อง