สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ตกขาวสีเหลืองเป็นอาการที่ผู้หญิงหลายคนเคยประสบ แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร บางครั้งอาจเป็นเรื่องปกติ บางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกับตกขาวสีเหลืองกัน ตั้งแต่สาเหตุ อาการแสดง วิธีดูแลตนเอง ไปจนถึงการป้องกัน เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ตกขาวสีเหลืองคืออะไร? อันตรายหรือไม่
ตกขาวสีเหลืองกับตกขาวปกติต่างกันอย่างไร
อาการร่วมที่มักเกิดพร้อมกับตกขาวสีเหลือง
ตกขาวสีเหลืองมีกลิ่นคาวหรือเหม็นผิดปกติควรทำอย่างไร
ตกขาวสีเหลืองในคนท้อง ส่งผลต่อลูกในครรภ์หรือไม่
วิธีรักษาอาการตกขาวสีเหลืองด้วยตนเอง
อาหารและพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีตกขาวสีเหลือง
ตรวจสอบบทความโดย: รุ่งทิวา สุลักษณานนท์
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
ตกขาวสีเหลือง คือภาวะที่ตกขาวมีสีผิดปกติไปจากเดิม โดยปกติแล้วตกขาวจะมีลักษณะใสหรือขาวขุ่นเล็กน้อย ไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นเหม็น หากตกขาวมีสีเหลืองอ่อน ๆ เพียงเล็กน้อย อาจไม่เป็นอันตรายและอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามธรรมชาติ หรือจากการรับประทานอาหารบางชนิด แต่หากตกขาวสีเหลืองเข้มขึ้น มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีอาการคันร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติหรือการติดเชื้อที่ควรรีบปรึกษาแพทย์
- การติดเชื้อแบคทีเรีย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis - BV) ซึ่งมักจะมีกลิ่นคาวคล้ายปลาเค็มร่วมด้วย
- การติดเชื้อรา: แม้ว่าเชื้อราส่วนใหญ่มักทำให้ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนขาวขุ่นคล้ายนมบูด แต่ในบางรายก็อาจมีสีเหลืองอ่อน ๆ ได้ โดยมักจะมีอาการคัน แสบร้อนบริเวณช่องคลอด
- การติดเชื้อโปรโตซัวไตรโคโมแนส (Trichomoniasis): เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้ตกขาวมีสีเหลืองหรือเขียว มีฟอง และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวรุนแรง
- การติดเชื้อหนองใน (Gonorrhea) หรือหนองในเทียม (Chlamydia): เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้ตกขาวมีสีเหลืองขุ่นหรือเป็นหนอง อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย
- การแพ้หรือระคายเคือง: เช่น การแพ้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น สบู่ หรือน้ำยาซักผ้า อาจทำให้เกิดการอักเสบและตกขาวมีสีเหลืองได้
- ภาวะช่องคลอดอักเสบจากวัยหมดประจำเดือน: เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ช่องคลอดอาจแห้งและอักเสบ ทำให้มีตกขาวสีเหลืองได้
- ตกขาวปกติ จะมีลักษณะใสหรือขาวขุ่นเล็กน้อย อาจเป็นมูกใสออกจากช่องคลอดหรือเหนียวข้นเล็กน้อย ไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นอ่อน ๆ ไม่ฉุน ปริมาณจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบเดือน เช่น มีปริมาณมากขึ้นในช่วงตกไข่
- ตกขาวสีเหลือง จะมีสีเหลืองแตกต่างกันไป ตั้งแต่เหลืองอ่อนไปจนถึงเหลืองเข้ม มักจะมีกลิ่นผิดปกติ เช่น กลิ่นคาว กลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือกลิ่นอับ และอาจมีอาการคัน แสบ หรือเจ็บปวดร่วมด้วย
- อาการคันหรือแสบร้อน: บริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก
- กลิ่นผิดปกติ: เช่น กลิ่นคาวคล้ายปลาเค็ม กลิ่นเหม็นเปรี้ยว กลิ่นอับ หรือกลิ่นเหม็นรุนแรง
- อาการปวดหรือเจ็บ: ขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะแสบขัด: หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- มีผื่นแดงหรือตุ่ม: บริเวณอวัยวะเพศ
- เลือดออกผิดปกติ: เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกกะปริบกะปรอย
ตกขาวสีเหลืองเป็นอาการที่ผู้หญิงหลายคนเคยประสบ แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร บางครั้งอาจเป็นเรื่องปกติ บางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกับตกขาวสีเหลืองกัน ตั้งแต่สาเหตุ อาการแสดง วิธีดูแลตนเอง ไปจนถึงการป้องกัน เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ
ตกขาวสีเหลืองในคนท้องเป็นอาการที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เชื้อรา หรือแบคทีเรีย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือการติดเชื้อในทารกได้ แม้บางกรณีจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งไม่เป็นอันตราย แต่การสังเกตอาการร่วม เช่น กลิ่นผิดปกติหรือคัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณแม่ตั้งครรภ์พบว่าตกขาวมีสีเหลืองหรือผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชเพื่อประเมินและรับคำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกในครรภ์
การรักษาตกขาวสีเหลืองด้วยตนเอง สามารถทำได้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์
- รักษาความสะอาด: ล้างทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำเปล่าและสบู่อ่อน ๆ ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง
- ซับให้แห้ง: หลังทำความสะอาด ควรซับจุดซ่อนเร้นให้แห้งสนิท เพื่อลดความอับชื้น
- สวมชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด: การสวนล้างช่องคลอดจะทำลายสมดุลของแบคทีเรียที่ดีในช่องคลอด ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
- อาหารรสจัดและมีน้ำตาลสูง: การรับประทานอาหารรสจัดหรือมีน้ำตาลสูงมากเกินไป อาจส่งผลต่อสมดุลของแบคทีเรียในร่างกาย รวมถึงในช่องคลอด
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีน้ำหอม: ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบ
- การสวมใส่เสื้อผ้าอับชื้น: เสื้อผ้าที่อับชื้น โดยเฉพาะชุดชั้นใน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน: หากสาเหตุของตกขาวสีเหลืองมาจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจะยิ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายและอาการแย่ลง
- รักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้น: ล้างทำความสะอาดทุกวันด้วยน้ำเปล่าและสบู่อ่อน ๆ
- เช็ดจากหน้าไปหลัง: หลังขับถ่าย ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
- เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ: ในช่วงมีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อลดความอับชื้น
- สวมชุดชั้นในผ้าฝ้าย: และไม่รัดแน่นจนเกินไป
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ และโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติก เพื่อช่วยรักษาสมดุลของแบคทีเรียในร่างกาย
- หลีกเลี่ยงความเครียด: ความเครียดอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
- ไม่สวนล้างช่องคลอด: ปล่อยให้ช่องคลอดทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ
- ตกขาวสีเหลืองเป็นเรื่องปกติ: ไม่จริงเสมอไป ตกขาวสีเหลืองอ่อน ๆ อาจไม่เป็นอันตราย แต่หากมีสีเข้มขึ้น มีกลิ่น หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณผิดปกติ
- ล้างทำความสะอาดบ่อยๆ จะหายเร็ว: ไม่จริง เพราะการล้างมากเกินไปอาจทำให้แย่ลง
- สามารถรักษาด้วยตนเองได้เสมอ: ไม่จริง หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
- เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดเท่านั้น: ไม่จริง แม้สุขอนามัยที่ไม่ดีจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ตกขาวสีเหลืองอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือโรคประจำตัว
- ไม่ต้องไปหาหมอ: ไม่จริง หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ภาพจาก Freepik
M25-188
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง