สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ภาวะแท้งคุกคาม คือภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือปวดท้องน้อย ปวดเกร็งในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ ถ้าหากไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดได้ทันท่วงทีก็ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะนำไปสู่การแท้ง เพราะหลายคนยังสามารถกลับมาตั้งครรภ์ต่อและคลอดลูกได้ตามปกติ
ภาวะแท้งคุกคาม สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ (ภายใน 20 สัปดาห์แรก) โดยจะพบบ่อยที่สุดในช่วง 3 เดือนแรก (ก่อน 13 สัปดาห์) และถึงแม้จะเข้าเดือนที่ 4 แล้วยังสามารถเกิดภาวะแท้งคุกคามได้ด้วย เมื่อคุณแม่สังเกตว่าตัวเองมีอาการตามช่วงเวลานี้ จึงควรไปพบแพทย์ตามที่นัดหมาย หรือหากไม่แน่ใจก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุด
สาเหตุและปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องและทำให้เกิดภาวะแท้งคุกคาม ได้แก่
- ความผิดปกติของโครโมโซมในทารก
- คุณแม่เคยแท้งมาก่อน
- คุณแม่ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้สารเสพติด การสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า หรือสัมผัสสารเคมีในช่วงตั้งครรภ์
- คุณแม่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
- คู่สมรสมีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เพราะการตั้งครรภ์ในที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เสี่ยงมีภาวะแท้งสูง
- ปัญหาเกี่ยวกับรก
- การได้รับบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุระหว่างตั้งครรภ์
- ความผิดปกติของมดลูก และโพรงมดลูก เช่น การติดเชื้อในช่องคลอดหรือมดลูก มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ หรือมีผังผืดบริเวณมดลูก
- มีเลือดออกทางช่องคลอด (มากกว่าแค่เลือดล้างหน้าเด็กหรือจุดเล็ก ๆ) และสีของเลือดเป็นสีแดงสด อาจเกิดจากรกที่ลอกก่อนกำหนด
- มีอาการปวดเกร็งหรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย โดยอาจปวดแบบตื้อ ๆ และไม่รุนแรง แต่บางรายอาจปวดมากและต่อเนื่อง
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบติดต่อแพทย์ทันที เพราะอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วยที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย
- พบแพทย์และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานวิตามินที่แพทย์แนะนำ
- พักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน
- ไม่เดินนานและงดออกกำลังกาย ทำงานบ้าน หรือยกของหนัก ๆ เพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อทารกในครรภ์
- หลีกเลี่ยงความเครียด พยายามดูแลสุขภาพจิตใจ และทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างรอผลการติดตาม
- คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการของตัวเอง ทั้งในเรื่องปวดท้อง และเลือดที่ออกมา
- ก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป และควรดื่มแค่น้ำเปล่าในช่วงตังครรภ์
- ค่อย ๆ เอนตัว ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้านอน ระหว่างวันไม่ควรเดินมากเกินไป เช่น งดยกของหนัก หรือเกร็งกล้ามเนื้อ
- ควรนอนตะแคง ใช้หมอนใบเล็กๆหนุนใต้ท้องด้านซ้ายหรือขวาระหว่างที่นอนตะแคง หรือการวางหมอนใต้เข่าหรือขา ก็จะช่วยให้คุณแม่หลับสบายมากขึ้น
- ทำจิตใจให้สงบและผ่อนคลายก่อนเข้านอน และทำให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเท มีอุณหภูมที่เหมาะสม
- นอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน นอนก่อน 4 ทุ่ม และต้องหลับสนิทตลอดคืน
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และน้ำอัดลม
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีหรือสารที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
- ไม่ควรทานอาหารที่ไม่สดและไม่สะอาด
- ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้
- ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรืออาหารที่มีแคลเซียม
- หากมีโรคประจำตัวหรือติดเชื้อ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง