สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

factors-affecting-pregnancy

รู้ลึกเรื่อง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ คู่มือสำคัญสำหรับคุณแม่ยุคใหม่

การเริ่มต้นชีวิตน้อยๆ ในครรภ์คือความมหัศจรรย์ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าการจะตั้งครรภ์ให้แข็งแรงและปลอดภัยนั้น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? จริงๆ แล้วมีหลากหลาย ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ที่คุณแม่และคุณพ่อควรรู้ เพื่อให้การเดินทางสู่การเป็นพ่อแม่ราบรื่นและเต็มไปด้วยความสุข เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง!

ตรวจสอบบทความโดย: ชัญญา จันทรานุสรณ์
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์สำคัญแค่ไหน

ความเครียดและสภาวะอารมณ์ของแม่มีผลต่อทารกหรือไม่

ยาและสารเคมีที่ควรหลีกเลี่ยงขณะตั้งครรภ์

โรคประจำตัวของแม่ที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์

การออกกำลังกายที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์

อายุของแม่กับความเสี่ยงในการตั้งครรภ์

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจเป็นอันตรายต่อครรภ์

สิ่งแวดล้อมและมลพิษส่งผลต่อพัฒนาการของทารกอย่างไร

พันธุกรรมและประวัติครอบครัวมีบทบาทแค่ไหน

การวางแผนครอบครัวกับผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

ความรู้และการเตรียมตัวของแม่มีผลต่อความปลอดภัยของครรภ์หรือไม่

การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์สำคัญแค่ไหน

การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ก็เหมือน “เตรียมดินให้พร้อมก่อนปลูกต้นไม้” เพราะสุขภาพที่ดีของคุณแม่คือพื้นฐานสำคัญของลูกน้อย การตรวจคัดกรองล่วงหน้าจะช่วยให้แพทย์ประเมินความพร้อมของร่างกาย และค้นหาความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ เช่น โลหิตจาง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคทางพันธุกรรม เมื่อตรวจพบเร็ว ก็สามารถดูแลและแก้ไขก่อนตั้งครรภ์ได้ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจกระทบทั้งแม่และลูก

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีมากในการรับคำแนะนำเรื่อง โภชนาการ การออกกำลังกาย วิตามินที่ควรกิน (เช่นโฟลิก) และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

ความเครียดและสภาวะอารมณ์ของแม่มีผลต่อทารกหรือไม่

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าความเครียดและอารมณ์ของคุณแม่นั้นส่งผลถึงลูกน้อยในครรภ์ได้จริง! เมื่อคุณแม่เกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้สามารถส่งผ่านรกไปสู่ทารกได้ การได้รับฮอร์โมนความเครียดเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทและสมองของทารกได้ ทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรมหรืออารมณ์ในอนาคตได้ นอกจากนี้ความเครียดยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ดังนั้น การดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง ผ่อนคลาย และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพกายเลยทีเดียว

ยาและสารเคมีที่ควรหลีกเลี่ยงขณะตั้งครรภ์

การใช้ยาและสารเคมีของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ อาจส่งผลกระทบต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง 

- ยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิวกลุ่มเรติโนอยด์ ยาแก้แพ้บางตัว ยาซึมเศร้าบางชนิด และยาแก้

ปวดกลุ่มไอบูโพรเฟน อาจกระทบพัฒนาการทารก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ

- แอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงทารกพิการ เจริญเติบโตช้า คลอดก่อนกำหนด และพัฒนาการผิดปกติ

- นิโคติน / ควันบุหรี่ เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย และปัญหาระบบหายใจ

- สารเสพติด อันตรายรุนแรง ทารกอาจติดสารตั้งแต่อยู่ในครรภ์

- สารเคมีรุนแรง เช่น ยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาดแรง ๆ หรือสารตะกั่ว ควรหลีกเลี่ยงเพราะกระทบต่อสมองและพัฒนาการของทารก

โรคประจำตัวของแม่ที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์

ปัญหาสุขภาพของคุณแม่ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนตั้งครรภ์และในขณะตั้งครรภ์อาจเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้ เช่น 

- โรคเบาหวาน: คุณแม่ที่เป็นเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ เพราะเบาหวานที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ทารกตัวใหญ่ผิดปกติ ทารกพิการแต่กำเนิด หรือการคลอดก่อนกำหนด

- โรคความดันโลหิตสูง: ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์อาจนำไปสู่ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูก

- โรคไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารก

- โรคลมชัก: การใช้ยาบางชนิดเพื่อควบคุมโรคลมชักอาจมีผลต่อทารก ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยาให้เหมาะสม

- โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น HIV): หากคุณแม่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกได้

- โรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคลูปัส เส้นเลือดตีบหลายเส้น: มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดและทารกเสียชีวิตขณะคลอด

- การติดเชื้อซิกา (Zika): อาจเพิ่มความเสี่ยงพิการแต่กำเนิด ปัญหาเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท ทารกมีภาวะศีรษะเล็กกว่าปกติ สติปัญญาต่ำกว่าปกติ และทารกอาจเสียชีวิตขณะคลอดได้

การออกกำลังกายที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์

การออกกำลังกายที่เหมาะสมอาจเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ได้ ดังนี้

- เลือกการออกกำลังกายที่ปลอดภัย: เน้นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินเร็ว โยคะสำหรับคนท้อง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่

- ฟังร่างกายตัวเอง: ไม่ควรหักโหม ควรออกกำลังกายเท่าที่ไหว หากรู้สึกเหนื่อย หายใจลำบาก หรือเจ็บปวด ควรรีบหยุด

- ปรึกษาแพทย์: ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนแผนการออกกำลังกาย ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อความปลอดภัยเสมอ

- หลีกเลี่ยง: การออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการล้ม การกระแทกหน้าท้อง หรือกีฬาที่มีการปะทะ

factors-affecting-pregnancy

อายุของแม่กับความเสี่ยงในการตั้งครรภ์

อายุของคุณแม่ก็เป็นอีกหนึ่ง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ที่สำคัญ สำหรับคุณแม่ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี อาจมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโลหิตจาง คลอดก่อนกำหนด หรือทารกน้ำหนักน้อย ในขณะที่คุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป (บางที่อาจนับตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป) ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะแท้งบุตร โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ทารกมีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม และโอกาสผ่าคลอดสูงขึ้น

ซึ่งทั้งแม่อายุน้อยและแม่อายุมากมีความเสี่ยงเฉพาะตัว แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ เตรียมสุขภาพให้พร้อม และฝากครรภ์เร็วที่สุด

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจเป็นอันตรายต่อครรภ์

พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของคุณแม่ ก็อาจจะเป็น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ได้ เช่น

- อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ถูกหลักโภชนาการ: การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรืออาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูงมากเกินไป อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวของคุณแม่ และการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อพัฒนาการของทารก

- การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟู และลดความเครียด การนอนน้อยเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมของคุณแม่

- การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป: การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือทารกน้ำหนักน้อย

- การรับประทานอาหารดิบหรือไม่ปรุงสุก: อาหารดิบ เช่น สเต๊กที่ยังไม่สุกดี หรืออาหารทะเลดิบ อาจมีเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

- การสัมผัสสัตว์เลี้ยงบางชนิด: เช่น แมว อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Toxoplasmosis  (ท็อกโซพลาสโมซิส)ซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำความสะอาดกระบะทรายแมว

สิ่งแวดล้อมและมลพิษส่งผลต่อพัฒนาการของทารกอย่างไร

นอกจากปัจจัยทางด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตของคุณแม่แล้ว สิ่งแวดล้อมและมลพิษที่อยู่รอบตัวก็ยังเป็น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ และัฒนาการของทารก ได้แก่ 

- มลพิษทางอากาศ: การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันรถ หรือควันจากโรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและพัฒนาการของปอดทารก และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะคลอดก่อนกำหนด

- สารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ: สารเคมีบางชนิดในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องสำอาง หรือพลาสติก อาจมีผลต่อระบบฮอร์โมนและพัฒนาการของทารก

- แหล่งน้ำปนเปื้อน: การดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนักอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

พันธุกรรมและประวัติครอบครัวมีบทบาทแค่ไหน

พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการตั้งครรภ์และสุขภาพของทารก เพราะโรคทางพันธุกรรมบางชนิดสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย หรือภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซม นอกจากนี้ ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว เช่น การมีญาติเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิตสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้ในคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ได้ การปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจประวัติครอบครัว และการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมก่อนการตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือและวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

การวางแผนครอบครัวกับผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

การวางแผนครอบครัวช่วยให้การตั้งครรภ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก การตัดสินใจว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ จะมีลูกกี่คน และควรเว้นระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์แต่ละครั้งเท่าไร ล้วนมีผลสำคัญต่อสุขภาพ

-แม่มีเวลาฟื้นตัว จากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ลดความเสี่ยงโลหิตจาง ภาวะแทรกซ้อน หรือการคลอดก่อนกำหนด

-เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม ทำให้การตั้งครรภ์ราบรื่นและลดความเครียด

-บริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น เพราะมีเวลาเตรียมแผนการเงินสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก

-ลดโอกาสตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพและผลกระทบทางจิตใจ

การวางแผนที่ดีจึงเป็นพื้นฐานของ “การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และปลอดภัย” สำหรับทุกครอบครัว

ความรู้และการเตรียมตัวของแม่มีผลต่อความปลอดภัยของครรภ์หรือไม่

การมีความรู้และเตรียมตัวก่อนและระหว่างตั้งครรภ์มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกเพราะเมื่อคุณแม่เข้าใจเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย สัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์ การฝากครรภ์ที่ถูกต้อง รวมถึงการเตรียมตัวคลอด ก็จะช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมตัวไม่ได้หมายถึงการจัดของใช้เด็กอย่างเดียว แต่รวมถึงการเตรียมใจให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์ตลอดการตั้งครรภ์ ยิ่งคุณแม่มีความรู้มากเท่าไหร่ การตั้งครรภ์ก็จะปลอดภัย ราบรื่น และเป็นประสบการณ์ที่มีความสุขมากขึ้น

carelinepic_resized2

ไฮ-แฟมิลี่ แคร์ไลน์

บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง

x