สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
- พัฒนาการทางภาษาของเด็กแต่ละช่วงวัย
- เทคนิคพูดกับลูกให้พัฒนาภาษาเร็วขึ้น
- การอ่านหนังสือและนิทานช่วยฝึกลูกพูดได้อย่างไร
- คำถามกระตุ้นการคิด-พูด ระหว่างเล่นกับลูก
- พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยให้ลูกกล้าพูด
- สัญญาณเตือนภาวะพูดช้าในเด็กเล็ก
ตรวจสอบบทความโดย: ปรียาภรณ์ อัมหธร
วิทยาศาตรบัณฑิต สาธารณสุขศาสตร์ สาขาโภชนวิทยา
ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จิตวิทยาสาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
การพูดและการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด เพราะภาษาไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งต่าง ๆ หรือสื่อสารความต้องการ และใช้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต ทั้งนี้พัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็กนั้น สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวัยทารกจนถึงวัยเข้าเรียน โดยสามารถแบ่งพัฒนาการทางภาษาของเด็กตามช่วงอายุได้ดังนี้
- ช่วงอายุ 1 - 6 เดือน ร้องเมื่อหิวหรือไม่สบาย ส่งเสียงอ้อแอ้เมื่อพอใจ และสนใจผู้ที่มาคุยด้วย คุ้นเคยกับเสียงที่ได้ยินของคนใกล้ชิด หันมองาเสียงเรียก และตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ
- ช่วงอายุ 6 - 12 เดือน เริ่มแยกทิศทางเสียง หันหาเมื่อถูกเรียกชื่อ เริ่มพูดเป็นคำ 2 พยางค์ เช่น “มามา ดาดา หม่ำหม่ำ” พูดคำที่มีความหมายคำแรก ใช้ท่าทางประกอบการสื่อสาร
- ช่วงอายุ 1 - 2 ปี มีการโต้ตอบที่ชัดเจน ทำตามคำสั่งง่าย ๆ เข้าใจคำห้าม รู้คำศัพท์ประมาณ 100 คำ สามารถพูดคำที่มีความหมาย 10 - 50 คำ ใช้คำ 2 พยางค์รวมกัน ถาม “อะไร” และบอกความต้องการได้
- ช่วงอายุ 2 - 3 ปี สามารถสื่อสารเป็นประโยคหรือวลีสั้น ๆ ได้ รู้คำศัพท์ประมาณ 500 - 1,200 คำ ถามคำถาม พูดโต้ตอบ บอกชื่อของเล่นได้
- ช่วงอายุ 3 - 4 ปี เริ่มรู้คำศัพท์ประมาณ 2,400 - 3,600 คำ เข้าใจคำสั่งยาว ๆ และคำเปรียบเทียบ สามารถพูดได้ชัดเจนขึ้น ถามคำถามหลากหลาย และเริ่มเล่าเรื่องสั้น ๆ
- ช่วงอายุ 4 - 5 ปี รู้คำศัพท์ประมาณ 3,600 - 5,600 คำ เข้าใจประโยคที่ซับซ้อนได้ สามารถพูดได้คล้ายผู้ใหญ่ ใช้คำขยายประโยค พูดเล่าเรื่องต่อเนื่อง ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟัง
- ช่วงอายุ 5 - 6 ปี รู้คำศัพท์ 6,500 - 9,500 คำ เข้าใจเรื่องเวลา ลำดับเหตุการณ์ และความหมายของสัญลักษณ์ สามารถเล่าเรื่องที่เคยฟังหรือเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ใช้ไวยากรณ์ใกล้เคียงผู้ใหญ่มากขึ้น
- ช่วงอายุ 6 ปีขึ้นไป สามารถรู้คำศัพท์ได้มากถึง 13,500 - 15,000 คำ เข้าใจถึงการเปรียบเทียบลักษณะของสิ่งของต่าง ๆ ในการพูดจะสามารถพูดประโยคยาว 6 - 8 คำ ใช้คำเปรียบเทียบ เสียงพยัญชนะชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเสียง “ร” ที่มักชัดเมื่ออายุ 7 ปี
การฝึกพูดควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิด เพราะเด็กจะได้ซึมซับภาษาและเริ่มรู้จักคำง่าย ๆ ผ่านการพูดคุย ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำ เพราะในช่วงวัย 2 - 5 ปี เป็นช่วงสำคัญที่เด็กจะพัฒนาทักษะทางภาษาได้รวดเร็วมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ดังนั้น ยิ่งเริ่มฝึกพูดกับลูกเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะด้านภาษาได้ดีมากขึ้นในระยะยาว
"การพัฒนาทักษะทางภาษาของลูกน้อยไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากพ่อแม่
ต่อไปนี้คือเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะทางภาษาได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก
- พูดช้าๆ ชัดเจน เน้นคำ ใช้ประโยคสั้นๆ เข้าใจง่าย
- มองหน้าลูก สบตาลูก ให้ใบหน้าของพ่อแม่อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับลูกขณะฝึกพูด
- ออกเสียงให้ถูกต้อง เช่น ควรพูดว่า “กำลังจะไป” แทน “จะไป”
- ใช้ท่าทางประกอบคำพูดเพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
2. พูดกับลูกด้วยวิธีการ ""บรรยาย""
อธิบายสิ่งที่พ่อแม่กำลังทำ เช่น “แม่กำลังพับผ้าอยู่” หรือ “พ่อกำลังทำข้าวให้ลูกกิน” จากนั้นบรรยายสิ่งที่ลูกทำ เช่น “ลูกกำลังต่อบล็อก” หรือ “ลูกกำลังขับรถสีเขียว ”
3. อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน
ขณะอ่านควรชี้คำไปด้วย เพื่อให้ลูกเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษร และจากนั้นให้ลองตั้งคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง เช่น “ลูกชอบอาหารอะไรที่สุด?” หรือ “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นนะ?” เพื่อกระตุ้นการคิดและการคาดเดาให้กับเด็ก
4. ใช้คำถามปลายเปิด
กระตุ้นให้ลูกตอบแบบอธิบาย เช่น “วันนี้ลูกเล่นอะไรบ้าง?” “เเพราะอะไรลูกถึงชอบกินกุ้ง?”
5. อย่ารีบแก้คำพูดผิดของลูก
หากลูกพูดผิดไม่จำเป็นต้องแก้ตรง ๆ แต่ให้พูดประโยคที่ถูกต้องให้ฟังแทน ถ้าหากลูกพูดว่า “หนูจะไปบ้างย่า” ก็ให้คุณพ่อคุณแม่ตอบกลับไปว่า “หนูจะไปบ้านย่าเหรอคะ ดีจังเลยค่ะ !”
6. รอให้ลูกพูดก่อน
หากลูกเริ่มพูดได้แล้ว อย่ารีบตอบสนองเร็วจนเกินไป ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกชี้ไปที่ขวดนม ให้รอสักครู่เพื่อให้ลูกพูดคำว่า “นม” ก่อน แล้วค่อยส่งให้
7. ร้องเพลงและเล่นเกม
การร้องเพลงช่วยเรื่องการจำคำศัพท์และจังหวะภาษา ส่วนการเล่นเกมก็ควรเป็นเกมประเภท เกมทายคำ บทบาทสมมติ หรือเกมอธิบายสิ่งของ เพราะจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการและการใช้ภาษาของลูกได้อย่างดี
การที่จะพัฒนาด้านภาษาของเด็กนั้นต้องใช้เวลา ความสม่ำเสมอ และความอดทน หากพ่อแม่ใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นพัฒนาการทางภาษาของลูกน้อยได้อย่างชัดเจนแน่นอน"
การอ่านหนังสือหรือนิทานให้ลูกฟัง เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการส่งเสริมทักษะการพูดและพัฒนาภาษาในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเริ่มต้นที่เด็กกำลังเรียนรู้เสียง คำศัพท์ และโครงสร้างของภาษา การเล่านิทานไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กสนุกกับเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้คำใหม่ ๆ จากภาพที่ได้เห็น และสามารถฝึกใช้ภาษาในหลากหลายบริบทอีกด้วย
ประโยชน์ของการอ่านนิทานในการพัฒนาภาษา
- ช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ เพราะนิทานเต็มไปด้วยคำใหม่ ๆ ที่เด็กอาจไม่เคยเจอหรือคุ้นเคย การได้ยินคำเหล่านี้ซ้ำๆ จะช่วยให้เด็กจดจำและเริ่มนำไปใช้ได้
- ช่วยฝึกทักษะการฟัง การฟังเรื่องราวช่วยให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะตั้งใจฟังผู้อื่นพูดอีกด้วย
- เรียนรู้โครงสร้างภาษา เด็กจะซึมซับรูปแบบประโยค การใช้คำ และจังหวะของภาษาโดยธรรมชาติจากหนังสือและนิทาน
- ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้พูด เมื่อเด็กเข้าใจเนื้อเรื่องพวกเขาก็มักจะเริ่มเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน จะพูดตาม หรือถามคำถามออกมา ซึ่งเป็นการฝึกใช้ภาษาจริง ๆ ได้
- ช่วยส่งเสริมจินตนาการ เพราะเรื่องราวในนิทานสามารถช่วยเปิดโลกจินตนาการให้เด็กได้คิดและสร้างภาพในใจ หลังจากนั้นก็จะช่วยพัฒนาในด้านไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น
- สร้างนิสัยรักการอ่าน การอ่านนิทานอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เด็กคุ้นเคยกับหนังสือ และเริ่มมองว่าการอ่านเป็นกิจกรรมที่สนุก
- พัฒนาการสื่อสารและความสัมพันธ์ การได้อ่านนิทานด้วยกันเป็นช่วงเวลาที่ดีในการพูดคุย สามารถแลกเปลี่ยนความคิด และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
ในระหว่างที่อ่านหนังสือก็อย่าลืมให้ลูกมีส่วนร่วมขณะที่อ่านด้วย เช่น ให้ช่วยพลิกหน้า พูดตาม หรือทายว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป วิธีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากฟัง อยากพูด และสนุกกับการเรียนรู้ภาษามากยิ่งขึ้น
การชวนลูกพูดคุยด้วยคำถามที่เปิดกว้างนั้นเป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น ฝึกการสื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นกับพ่อแม่ คำถามแบบไหนที่สามารถช่วยให้ลูกได้ฝึกใช้ภาษา ต่อยอดจินตนาการ และเรียนรู้การคิดอย่างเป็นระบบบ้าง?
1. คำถามชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้สึก
ตัวอย่างเช่น
- "วันนี้มีเรื่องอะไรสนุก ๆ ที่ลูกได้ทำบ้าง?"
- "วันนี้มีอะไรที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายใจหรือเปล่า?"
- "อะไรคือเรื่องที่ทำให้ลูกมีความสุขที่สุดในวันนี้?"
- "เวลาลูกรู้สึกเศร้า ลูกจะทำยังไงให้รู้สึกดีขึ้น?"
2. คำถามเกี่ยวกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ตัวอย่างเช่น
- "ถ้าลูกบินได้ อยากบินไปเที่ยวที่ไหน?"
- "ถ้าหนูสร้างโลกใหม่ได้ หนูอยากให้มันเป็นแบบไหน?"
- "ถ้าสัตว์เลี้ยงของเราพูดได้ ลูกคิดว่ามันจะพูดว่าอะไร?"
- "ก้อนเมฆที่ลูกเห็นคิดว่าเหมือนสัตว์อะไร"
3. คำถามเกี่ยวกับอนาคตและความฝัน
ตัวอย่างเช่น
- "โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร เพราะอะไรถึงอยากเป็นแบบนั้น?"
- "ถ้าลูกได้ไปอวกาศ ลูกอยากไปดูอะไร?"
4. คำถามเพื่อฝึกทักษะชีวิตและการแก้ปัญหา
ตัวอย่างเช่น
- "ถ้าของหายแล้วลูกจะทำยังไงหลังจากที่รู้ว่าหาย?"
- "ถ้าเพื่อนแกล้ง ลูกจะทำอย่างไรบ้าง?"
5.ถามเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกสนใจหรือเล่นอยู่
ตัวอย่างเช่น
- "ตัวละครในเกมนี้มีอะไรที่ลูกชอบบ้าง?"
- "เพลงที่ลูกกำลังฟังอยู่ ชอบตรงไหนที่สุด?"
- "ถ้าลูกเปลี่ยนอะไรในเกมนี้ได้สักอย่าง อยากเปลี่ยนอะไร?"
คำถามเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เด็กได้ฝึกพูดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พ่อแม่ได้เข้าใจความคิด ความรู้สึก และจินตนาการของลูกมากขึ้นอีกด้วย ลองเลือกใช้คำถามที่เหมาะกับวัยและความสนใจของลูกน้อย แล้วคุณจะได้เห็นมุมมองที่น่ารักและน่าทึ่งจากใจของลูกอีกด้วยค่ะ
พฤติกรรมของพ่อแม่ล้วนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ลูกกล้าพูดและกล้าแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกพูดโดยไม่รีบตอบแทนเมื่อลูกถูกถาม ช่วยให้ลูกได้ฝึกคิดและสื่อสารด้วยตัวเอง การพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยคำถามปลายเปิด จะช่วยกระตุ้นให้ลูกสนใจและอยากสื่อสารมากขึ้น อีกทั้งการให้กำลังใจจากพ่อก็เป็นสิ่งสำคัญ ชมเชยเมื่อลูกกล้าพูด และไม่ตัดสินหรือตำหนิสิ่งที่ลูกพูด เพื่อสร้างความมั่นใจในการแสดงออก รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยให้กับเด็ก มีความผ่อนคลาย และให้ลูกมีโอกาสลองผิดลองถูกเองก็เป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญการเป็นแบบอย่างที่ดีในการสื่อสาร การสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่เขาสนใจ พาไปเข้าสังคม และให้เวลาในการพูดคุยอย่างตั้งใจ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะการพูดได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติได้
เด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าอาจแสดงอาการ เช่น ไม่ส่งเสียงโต้ตอบ, ไม่พูดเป็นประโยค, ใช้คำศัพท์น้อย หรือผู้อื่นไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพูด โดยมีสัญญาณเตือนตามช่วงอายุดังนี้
0-4 เดือน ไม่ตอบสนองต่อเวียงในช่วงที่กำลังตื่น
6 - 10 เดือน ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้, ไม่หันตามเสียง, ไม่เลียนแบบ
15 เดือน ยังไม่พูดคำที่มีความหมาย
2 ปี ไม่พูดคำต่างกัน 2 คำต่อเนื่อง, คำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ, ไม่ชี้อวัยวะตามคำสั่ง
3 ปี พูดไม่เป็นประโยค, ผู้อื่นฟังไม่เข้าใจ
หากมีสัญญาณเพิ่มเติม เช่น ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ, ไม่ตอบสนองต่อคำหรือชื่อ, ไม่พูดเลย, ไม่ใช้ภาษาท่าทาง หากพบว่ามีสัญญาณเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน อาจเกิดจากการได้ยินบกพร่อง, พัฒนาการล่าช้า หรือปัญหาด้านสติปัญญา
เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ต่างกัน แต่หากสังเกตว่าเด็กพูดช้ากว่าปกติ ไม่โต้ตอบด้วยเสียง ไม่เข้าใจแม้กระทั่งคำพูดง่าย ๆ หรือพูดภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาด้านการพูดหรือทักษะภาษา ยิ่งไปกว่านั้นเด็กบางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน การเข้าใจภาษา หรือความสามารถในการแสดงออก ก็ควรได้รับการประเมินจากนักแก้ไขการพูด ส่วนเด็กที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว การกิน การเล่น หรือการทำกิจวัตรประจำวัน อาจต้องพบนักกิจกรรมบำบัดเพื่อช่วยฝึกทักษะเหล่านี้ให้เหมาะสมกับวัย
การช่วยเหลือเร็วตั้งแต่พบสัญญาณเตือน จะช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะได้อย่างตรงจุด ลดปัญหาในระยะยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากพ่อแม่กังวลใจเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตรหลาน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยไม่จำำเป็นต้องรอให้เห็นชัดเจน เพราะการเริ่มต้นเร็ว คือกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้แน่ใจว่าลูกกำลังเติบโตและมีพัฒนาการอย่างเหมาะสมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา การสื่อสาร และอารมณ์ มีหลายสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ในแต่ละช่วงอายุคือ
การพัฒนาทางร่างกาย
- เดือนแรก: ลูกจะเริ่มมองหน้า สบตา และขยับหน้าไปมา
- 2 เดือน: ลูกสามารถชันคอในท่าคว่ำ ส่งเสียงอ้อแอ้ ยิ้ม และมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว
- 3 เดือน: ลูกเริ่มส่งเสียงโต้ตอบและชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง
- 4 เดือน: หัวเราะเสียงดัง ไขว่คว้าสิ่งของ และชูคอในท่าคว่ำ
- 5-6 เดือน: เริ่มนั่งได้เอง และเอื้อมหยิบสิ่งของ
- 7-9 เดือน: คลาน เปลี่ยนจากนอนคว่ำเป็นนั่ง นั่งได้มั่นคง และเริ่มเกาะเดิน
- 10 เดือน: สามารถเกาะเดินและหยิบจับของได้
- 11-12 เดือน: ยืนได้เองชั่วครู่
การพัฒนาด้านสติปัญญาและการสื่อสาร
- เดือนแรก: ตอบสนองต่อเสียงดัง และเริ่มส่งเสียงเพื่อสื่อสาร
- 2 เดือน: จดจำเสียงและใบหน้าแม่ได้ดีขึ้น
- 3 เดือน: ยิ้มตอบ หันตามเสียง และเริ่มอ้อแอ้
- 4 เดือน: หัวเราะเสียงสูงรัวๆ เวลาดีใจ
- 5-9 เดือน: ใช้เสียงแสดงอารมณ์ และเริ่มเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน
- 10-12 เดือน: เข้าใจคำถามง่ายๆ และตอบสนองได้ดี
การพัฒนาอารมณ์
ลูกจะแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าและท่าทาง เช่น ยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้
จะเริ่มสร้างความผูกพันกับพ่อแม่และผู้ดูแล และค่อย ๆ แสดงอารมณ์ได้หลากหลายมากขึ้น
ซึ่งเด็กแต่ละคนก็มีพัฒนาการแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกอาจมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ควรปรึกษากุมารแพทย์ และอย่าลืมส่งเสริมพัฒนาการของลูกด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น อ่านนิทาน ร้องเพลง และเล่นของเล่นร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
อ้างอิงจาก
https://rajanukul.go.th/new/_admin/download/20-5923-1482492733.pdf
https://www.asha.org/public/speech/development/literacy/
https://www.parents.com/how-to-encourage-your-childs-language-development-11709296
https://www.highspeedtraining.co.uk/hub/supporting-language-development-in-the-early-years/
https://mybrightwheel.com/blog/open-ended-questions-for-preschoolers?
https://speakuplanguagecenter.com/way-to-improve-kids-assertive/
https://www.aksorn.com/edu-052
https://www.asha.org/public/early-identification-of-speech-language-and-hearing-disorders/
https://www.phyathai.com/th/article/child-speech-treatment-pt3
https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22366-speech-therapy
https://www.nonthavej.co.th/baby-assessment.php
https://www.phyathai.com/th/article/2150-_child_development__0-1_years_branchpyt2
ภาพจาก Freepik
M25-165
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง