สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ทำไมควรเริ่มพัฒนาสมองตั้งแต่เด็กเล็ก
สมองเด็กพัฒนาไวในช่วง 0–6 ปี จริงหรือไม่
เลือกของเล่นเสริมพัฒนาการสมองอย่างไรให้เหมาะ
สร้างกิจวัตรประจำวันที่ช่วยกระตุ้นสมองลูกทุกวัน
กิจกรรมฝึกสมาธิ ช่วยให้ลูกจดจ่อและเรียนรู้เร็ว
ดนตรีกับการกระตุ้นสมองซีกขวาในเด็ก
การอ่านนิทาน กระตุ้นภาษาและการคิดวิเคราะห์
การเริ่มพัฒนาสมองตั้งแต่เด็กเล็กเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วงวัยนี้สมองของเด็กกำลังเติบโตและสร้างเครือข่ายประสาทอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ในอนาคต การส่งเสริมพัฒนาสมองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยเพิ่มความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ ความจำ และการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างสมาธิและอารมณ์ที่มั่นคง ทำให้เด็กพร้อมรับมือกับการเรียนรู้และชีวิตในวัยต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สมองของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วงวัย 0–6 ปี โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งถือเป็นเวลาทองของการเรียนรู้ เพราะสมองจะสร้างเซลล์ประสาทและเชื่อมโยงเครือข่ายประสาทใหม่ ๆ ได้มากกว่าช่วงวัยอื่นอย่างมหาศาล
ในช่วงนี้ เด็กสามารถเรียนรู้ภาษา การเคลื่อนไหว อารมณ์ และทักษะสังคมได้ง่ายและไวมาก หากได้รับการกระตุ้นและดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การเล่น การพูดคุย การอ่านหนังสือ หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมประสาทสัมผัส จะช่วยวางรากฐานการเรียนรู้และพัฒนาการที่ดีในระยะยาว
วัย 0–6 เดือน ควรเลือกของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น โมบาย ของเล่นมีเสียงและสีสดใส เพื่อพัฒนาการมองเห็นและการฟัง
วัย 7–12 เดือน เหมาะกับของเล่นที่กลิ้งได้ ลูกบอล หนังสือภาพ เพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อและทักษะภาษาเบื้องต้น
วัย 1–2 ปี ควรใช้ของเล่นลากจูง หนังสือภาพ ของเล่นหยอดบล็อก เพื่อฝึกกล้ามเนื้อ การพูด และสมาธิ
วัย 2–3 ปี เหมาะกับของเล่นสมมุติ เช่น ชุดเครื่องครัว จิ๊กซอว์ ของเล่นร้อยเชือก เพื่อเสริมจินตนาการและทักษะมือ
วัย 4–6 ปี เลือกของเล่นกลางแจ้ง เลโก้ หรือชุดสร้างเมือง เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อ ความคิดสร้างสรรค์ และการเข้าสังคม
เช้า: พูดคุยขณะเตรียมตัว ชวนลูกคุยตอนตื่น เช่น “วันนี้อากาศดีจังเลยเนอะ” เพื่อกระตุ้นทักษะภาษา และร้องเพลง/ฟังเพลงเด็ก โดยเลือกเพลงที่มีจังหวะและท่าทางประกอบ ช่วยพัฒนาความจำและจินตนาการ
กลางวัน: เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น บล็อก ตัวต่อ จิ๊กซอว์ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือและความคิด และอ่านนิทานสั้น ๆ ฝึกให้ลูกตั้งคำถามหรือเล่าเรื่องกลับ ช่วยพัฒนาทักษะการฟัง-พูด
บ่าย: ทำกิจกรรมศิลปะ ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน หรือตัดแปะภาพ ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์
และเล่นกลางแจ้ง กระโดด วิ่ง หรือขี่จักรยาน ฝึกกล้ามเนื้อและพัฒนาสมองผ่านการเคลื่อนไหว
ก่อนนอน: สรุปเรื่องที่ทำวันนี้ ชวนลูกเล่า “วันนี้เล่นอะไรสนุกที่สุด” กระตุ้นความจำและอารมณ์
และอ่านนิทานก่อนนอน เสริมความผูกพันและช่วยให้ลูกผ่อนคลาย พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ
1. ระบายสีตามภาพ ช่วยให้เด็กจดจ่อและควบคุมการเคลื่อนไหว
2. ต่อบล็อกหรือตัวต่อ ฝึกสมาธิและการคิดตามลำดับ
3. ฟังนิทานเงียบ ๆ พัฒนาทักษะการฟังและจินตนาการ
4. เล่นโยคะเบา ๆ ช่วยให้รู้จักจังหวะการหายใจและเคลื่อนไหวอย่างมีสติ
5. เล่นเกมจับคู่หรือเกมความจำ กระตุ้นสมองและฝึกการสังเกต
6. พับกระดาษตามขั้นตอน ฝึกความแม่นยำและความอดทน
ดนตรีเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นสมองซีกขวาของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสมองซีกขวามีหน้าที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการรับรู้ทางศิลปะ การฟังหรือเล่นดนตรีช่วยพัฒนาเหล่านี้โดยตรง ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องเสียง จังหวะ และเมโลดี้ และช่วยให้เด็กมีสมาธิพร้อมความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ การเรียนดนตรียังช่วยพัฒนาทักษะการประสานงานระหว่างมือและตา รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหาและการแสดงออกทางอารมณ์อีกด้วย
การอ่านนิทานช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาและการคิดวิเคราะห์ของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการฟังเรื่องราวทำให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ และโครงสร้างประโยคที่หลากหลาย รวมถึงฝึกทักษะการฟังอย่างตั้งใจ นอกจากนี้ นิทานยังเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์เมื่อต้องตีความเรื่องราว สังเกตพฤติกรรมตัวละคร และทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่งผลให้เด็กมีทักษะการคิดอย่างมีเหตุผลและสามารถสื่อสารความคิดได้ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน
การเล่นศิลปะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กอย่างมาก เพราะกิจกรรมศิลปะ เช่น การระบายสี การปั้นดินน้ำมัน หรือการตัดแปะภาพ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระและทดลองไอเดียใหม่ ๆ ผ่านสีสันและรูปทรงต่าง ๆ นอกจากนี้ การทำงานศิลปะยังช่วยฝึกการแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการคิดนอกกรอบ ส่งเสริมความมั่นใจและทักษะในการสื่อสารความรู้สึกและความคิดผ่านงานสร้างสรรค์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การออกกำลังกายแบบมีจังหวะ เช่น การเต้นประกอบเพลง ช่วยพัฒนาทักษะการประสานงานระหว่างสมองและร่างกาย เพิ่มความคล่องตัวและความสมดุลให้เด็ก นอกจากนี้ยังส่งเสริมการรับรู้เรื่องจังหวะและเวลา ช่วยกระตุ้นสมองทั้งสองซีกให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาอารมณ์และความมั่นใจ ทำให้เด็กมีความสุขและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น
อ้างอิงจาก
Developing Child – Brain Architecture
https://www.phyathai.com/th/article/
https://www.bangkokbiznews.com/social/867205
https://www.samitivejhospitals.com/th/article/
https://www.unicef.org/thailand/th/parenting-hub/
https://www.brainandlifecenter.com/improve-child-focus/
https://www.planforkids.com/kids_corner/
https://happychild.thaihealth.or.th/
https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/knowledge-article/physical_activity_in_preschool_age/
ภาพจาก Freepik
M26-205
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง