สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เมื่อลูกน้อยวัย 2 ขวบ มีอาการตาแฉะข้างเดียว อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกกังวลใจ ซึ่งอาการนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม มาเรียนรู้วิธีดูแลเบื้องต้น รวมถึงสัญญาณเตือนที่ควรพาลูกไปพบแพทย์
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ทำไมลูกน้อยวัย 2 ขวบถึงตาแฉะข้างเดียว มีสาเหตุอะไรบ้าง?
แยกอย่างไร? อาการตาแฉะจากภูมิแพ้ VS การติดเชื้อ
วิธีทำความสะอาดดวงตาลูกเมื่อตาแฉะ
ตาแฉะแต่ไม่มีไข้ แบบนี้อันตรายไหม?
สัญญาณเตือน: เมื่อไรควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์?
ป้องกันอย่างไร ไม่ให้ลูกกลับมาตาแฉะซ้ำ
คำแนะนำจากแพทย์สำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อลูกมีอาการผิดปกติทางตา
ตรวจสอบบทความโดย: รุ่งทิวา สุลักษณานนท์
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
อาการตาแฉะ หรือ Epiphora คือภาวะที่มีน้ำตาไหลออกมามากผิดปกติ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยในเด็กวัย 2 ขวบ ได้แก่
- ท่อน้ำตาอุดตัน: เกิดจากท่อระบายน้ำตายังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการสะสมของน้ำตา มักพบในทารกและอาจคงอยู่จนถึงวัย 2 ขวบ
- การติดเชื้อ: เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้ตาแดง มีขี้ตาสีต่าง ๆ อาจมีเจ็บหรือเคืองตาร่วมด้วย
- ภูมิแพ้: ไรฝุ่น เกสร ขนสัตว์ อาจทำให้คันตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตาใสหรือเหนียว
- ระคายเคืองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตา: ฝุ่นผง ขนตาเข้าตา หรือโดนลม/ควัน อาจทำให้ระคายเคือง และมีน้ำตาไหล
อาการตาแฉะในเด็กอาจมีสาเหตุมาจากทั้งภูมิแพ้และการติดเชื้อ แม้จะดูคล้ายกัน แต่ก็สามารถแยกแยะได้หากสังเกตอย่างใกล้ชิด โดยตาแฉะจากภูมิแพ้ มักมีอาการ คันตาเป็นหลัก ตาแดง น้ำตาไหล ขี้ตาใสหรือเป็นเมือกเหนียว และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น จาม คัดจมูก
ในขณะที่ ตาแฉะจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีขี้ตาสีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก ทำให้เปลือกตาติดกันตอนตื่นนอน อาจมีอาการปวดหรือเคืองตา หากเกิดจากไวรัส ขี้ตาอาจเป็นสีขาวหรือใส แต่มักมีอาการตาแดงและน้ำตาไหลมาก
เมื่อลูกน้อยมีน้ำตาคลอหรือขี้ตา การดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธีจะช่วยให้สบายตาขึ้นและลดโอกาสติดเชื้อ โดยสามารถดูแลได้ด้วยวิธีดังนี้
1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสดวงตาลูก
2. ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำเกลือ (Normal Saline) หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว
3. เช็ดเบา ๆ จากหัวตาไปหางตา หากยังมีคราบน้ำตา หรือขี้ตาให้เช็ดด้วยสำลีใหม่ ไม่เช็ดย้อนด้วยสำลีเดิม ต้องใช้สำลีใหม่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อ
4. เช็ดวันละ 2-3 ครั้ง หรือเมื่อมีคราบน้ำตาหรือขี้ตา
5. หากสงสัยว่าเกิดจากท่อน้ำตาอุดตัน อาจใช้วิธีนวดบริเวณหัวตา เพื่อให้น้ำตาระบาย
ได้ดีขึ้น วิธีการนวดทำได้โดยใช้นิ้วสะอาดกดเบา ๆ ที่หัวตาใกล้สันจมูก รูดลงตามแนวข้างจมูก ครั้งละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2–3 รอบ
- ตาแดงจัด หรือเปลือกตาบวมแดง
- มีขี้ตาสีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก
- เจ็บตา หรือขยี้ตาบ่อย ๆ อย่างรุนแรง
- ตาดำดูขุ่นมัว หรือมีจุดขาว
- มีไข้ร่วมด้วย หรือไม่สบายตัว
- ตาแฉะนานเกิน 2-3 วัน หรือเป็น ๆ หาย ๆ
- สงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา
- น้ำตาไหลมากผิดปกติอย่างต่อเนื่อง
- รักษาความสะอาด: ล้างมือลูกและผู้ดูแลบ่อย ๆ และสอนลูกไม่ให้ขยี้ตา
- แยกของใช้: ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: ทำความสะอาดบ้าน และเครื่องนอน เพื่อลดไรฝุ่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งระคายเคือง : ปกป้องดวงตาจากลม ฝุ่น ควัน
ดวงตาของลูกน้อยคือหน้าต่างสู่โลกกว้าง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ หากพบความผิดปกติการพูดคุยปรึกษาคุณหมอแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันปัญหาระยะยาวได้ และการดูแลความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ คอยสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับดวงตาคู่สำคัญของลูกน้อย
ภาพจาก Freepik
M25-105
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง