สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ไฮ-แฟมิลี่คลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ตรวจสอบบทความโดย: รุ่งทิวา สุลักษณานนท์
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
- ท้องผูก อุจจาระแข็ง ขับถ่ายยาก
- อาหารไม่ย่อย การรับประทานอาหารที่ย่อยยากหรือเร็วเกินไป
- ติดเชื้อทางเดินอาหาร ลำไส้อักเสบ เช่น ติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ทำให้ท้องเสียรุนแรง อาเจียน
- อาหารเป็นพิษ การรับประทานอาหารไม่สะอาด หรืออาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
- ไส้ติ่งอักเสบ อาการปวดท้องเฉียบพลันที่ควรได้รับการรักษาทันที
- แพ้อาหาร พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ทำให้มีอาการท้องเสียอาจพบมูกเลือดปน ผื่นคัน อาเจียน ท้องเสียเรื้อรัง ปนมูกเลือด
อาการปวดท้องในเด็กสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ปวดท้องเฉียบพลัน และ ปวดท้องเรื้อรัง ซึ่งมีการดูแลตามอาการปวดแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ปวดท้องเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น อาการไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้กลืนกัน ซึ่งมักต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้
ในขณะที่
ปวดท้องเรื้อรัง คืออาการที่เกิดซ้ำหรือไม่หายขาดภายใน 3 เดือน เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้อักเสบ หรือโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งมักต้องได้รับการติดตามอาการและรักษาอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์เฉพาะทาง คุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ปกครองควรสังเกตอาการและพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อมีอาการที่ผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง
หากเด็กมีอาการปวดท้องร่วมกับมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยไม่รอให้อาการดีขึ้นเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
- น้ำหนักลด ไม่มีความอยากกินอาหารและทานได้น้อยลง
- อ่อนเพลีย
- ตัวเหลือง
- ท้องอืดบวมผิดปกติ
- คลำท้องแล้วพบก้อนในช่องท้อง
- อาเจียนหลายครั้งหรืออาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายเหลวเรื้อรัง
- มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้อง
อาหารบางชนิดที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดท้องในเด็กได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์หรือมีภาวะไวต่ออาหารบางประเภท เช่น
- อาหารที่มีไขมันสูง ของทอดหรือฟาสต์ฟู้ด เป็นอาหารประเภทที่ย่อยยากและอาจทำให้เกิดอาการแน่นท้องหรือปวดท้องหลังรับประทานเยอะ ๆ ได้
- นมวัว โดยเฉพาะในเด็กที่แพ้แลคโตส อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือปวดบิด
- อาหารที่ไม่สะอาดหรือปรุงไม่สุก เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อต่างๆ
- อาหารที่มีแก๊สสูง เช่น ถั่ว, กะหล่ำปลี, หัวหอม หรือเครื่องดื่มอัดลม อาจทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ ส่งผลให้ปวดท้องหรือท้องอืด
- อาหารที่มีรสเผ็ดเกินไป
เมื่อเด็กมีอาการปวดท้อง เบื้องต้นผู้ปกครองสามารถดูแลและบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่บ้านก่อนพาไปพบแพทย์
1. ให้เด็กพักผ่อนในท่าที่สบาย ไม่กดทับหน้าท้อง
2. ให้ทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม เป็นต้น ในเด็กที่โตแล้ว หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากหรือมีไขมันสูง เช่น ของทอด อาหารเผ็ด หรืออาหารหมักดอง เพราะอาจกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักและมีอาการปวดท้องมากขึ้น
3. ให้ดื่มน้ำอุ่นหรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณท้อง ความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลดอาการเกร็งและบรรเทาอาการปวดได้
4. สังเกตอาการเพิ่มเติม เช่น มีไข้สูง อาเจียนหลายครั้ง ถ่ายเหลวหรือมีเลือดปน
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดท้องของลูกน้อยไม่ดีขึ้นใน 1-2 วัน หรือมีอาการรุนแรงตั้งแต่เริ่ม ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะการดูแลที่บ้านเหมาะสำหรับอาการที่ไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตรายเท่านั้น
การดูแลและรักษาอย่างถูกต้องจะช่วยให้อาการปวดท้องจากการติดเชื้อในเด็กหายเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงของอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการปวดท้องแบ่งตามสาเหตุได้ 2 ประเภท
- ปวดท้องจากไวรัส มักทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง โดยทั่วไปอาการจะหายได้เองภายใน 2-3 วัน ให้ดูแลตามอาการ เช่น ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ และนอนพักผ่อน หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือย่อยยาก และไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะไม่ได้ผลกับไวรัส
- ปวดท้องจากแบคทีเรีย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูง และปวดท้องอย่างรุนแรง อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามดุลยพินิจของแพทย์ ห้ามใช้ยาหยุดถ่ายเองเด็ดขาด ควรดูแลเรื่องความสะอาดของอาหารและน้ำดื่ม และรับประทานอาหารที่อ่อน ย่อยง่าย
คำถาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยหรือเด็กทารกมีอาการปวดท้อง?
ตอบ:เด็กร้องไห้งอแง ไม่ดื่มนม และสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น อาเจียน ถ่ายเหลว หรือมีไข้
คำถาม: การแพ้อาหารสามารถทำให้เด็กปวดท้องเรื้อรังได้หรือไม่?
ตอบ: ได้ เช่น การแพ้นมวัวอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือปวดท้องเรื้อรัง
ถาม: เด็กปวดท้องร่วมกับถ่ายเป็นมูกเลือด ควรทำอย่างไร?
ตอบ: ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของลำไส้อักเสบหรือการติดเชื้อรุนแรง
อ้างอิงจาก
https://www.phukethospital.com/th/healthy-articles/abdominal-pain-in-children
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/september-2020/abdominal-pain-children
https://www.bumrungrad.com/th/conditions/chronic-abdominal-pain
https://www.phyathai.com/th/article/appendicitis-in-children-ptp
https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/lactose-intolerance
https://thainakarin.co.th/article-from-doctor/doctor-helicobacter-pylori-gi/
ภาพจาก Freepik
M25-128
บริการให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องที่คุณแม่กังวลใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักโภชนาการและคุณแม่ ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตลอด 24 ชั่วโมง