ไขข้อข้องใจ การผ่าคลอด กับ การคลอดธรรมชาติ

โดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจรุงจิตร์ งามไพบูลย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยอ่านเจอบทความบอกว่า คลอดตามธรรมชาติจะช่วยให้ลูกได้รับภูมิต้านทาน อยากรู้ว่าลูกได้รับภูมิต้านทานจากการคลอดได้อย่างไร?
การคลอดธรรมชาติ หมายถึงการคลอดทางช่องคลอด ลูกจะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดผ่านทางปาก เพื่อเป็นจุลินทรีย์ต้นกำเนิดในลำไส้ ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์ประเภทบิฟิโดแบคทีเรีย จะช่วยพัฒนาระบบภูมิต้านทานต่อโรคแพ้อาหาร และการป้องกันการติดเชื้อ
ผ่าคลอดมีผลต่อภูมิต้านทานลูกจริงหรือไม่และจะมีวิธีเพิ่มภูมิต้านทานอย่างไร?
จากการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่คลอดโดยการผ่าคลอดจะมีภูมิต้านทานพัฒนาได้ช้ากว่าเด็กที่คลอดทางช่องคลอดตามธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสเกิดเรื่องการแพ้อาหาร และมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อ และการป่วยจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่ายกว่าเด็กคลอดปกติ ดังนั้น วิธีเพิ่มภูมิต้านทานควรจะต้องทานนมแม่อย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือนหลังคลอด ในกรณีที่ไม่สามารถทานนมแม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโภชนาการที่เหมาะสม
การคลอดธรรมชาติดีกว่าจริงหรือไม่?
ถ้าพูดถึงในเรื่องระบบภูมิต้านทาน การคลอดธรรมชาติจะดีกว่าการผ่าคลอดอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติในเรื่องของการสร้างภูมิต้านทานและการป้องกันโรค แต่ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าคลอดได้ วิธีเพิ่มภูมิต้านทาน ลูกควรจะต้องได้ทานนมแม่อย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือนหลังคลอด และในกรณีที่ไม่สามารถให้ทานนมแม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโภชนาการที่เหมาะสม
กำลังตัดสินใจว่าจะผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ การผ่าคลอด จะส่งผลต่อการพัฒนาการด้านสมองกับลูกหรือไม่?
โดยทั่วไปการผ่าคลอดไม่ส่งผลต่อการพัฒนาด้านสมองของลูก
เด็กทุกคนที่ผ่าคลอดมีอัตราเสี่ยงที่จะพัฒนาภูมิต้านทานช้าได้ทุกคนหรือไม่ และมีผลต่อพัฒนาการของเด็กไหม?
เด็กที่ผ่าคลอดมีอัตราเสี่ยงภูมิต้านทานที่ช้าลงทุกคน ส่วนในเรื่องของพัฒนาการจะสัมพันธ์กับเรื่องการเรียนรู้และการดูแลด้วย อย่างไรก็ตาม หากเด็กเจ็บป่วยบ่อย การส่งเสริมเรื่องของการเรียนรู้และการส่งเสริมพัฒนาการก็จะเป็นไปได้ยาก ทำให้พัฒนาการของเด็กช้าลงได้
จริงหรือไม่ที่เด็กผ่าคลอดจะไม่แข็งแรง มีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ?
ไม่จริง ที่บอกว่าถ้าผ่าคลอดเด็กจะไม่แข็งแรง มีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าเด็กที่คลอดเอง ยกเว้นในกรณีที่เด็กมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยเรื้อรังจากภูมิต้านทานที่น้อยกว่าปกติ
ทราบมาว่าการผ่าคลอดจะทำให้ไม่มีน้ำนมแม่ แล้วน้องจะไม่มีภูมิต้านทานหรือเปล่า?
โดยทั่วไปการผ่าคลอดไม่มีผลต่อปริมาณน้ำนมแม่ แต่ทั้งนี้ปริมาณน้ำนมแม่จะมากหรือน้อย พบว่าขึ้นอยู่กับภาวะร่างกาย ความเจ็บปวด และความเครียดหลังคลอด จะส่งผลต่อการกระตุ้นการสร้างน้ำนมที่ช้าลง และเพื่อให้แม่ผลิตน้ำนมอย่างเต็มที่ ในระหว่างตั้งครรภ์เราควรพยายามตรวจเช็คเต้านมและนวดคลึงหัวนมอย่างสม่ำเสมอ และหลังคลอดควรทำใจให้สบาย พร้อมทั้งให้ลูกดูดนมให้เร็วที่สุด ภายใน 24 ชม.แรกหลังคลอด ควรให้ลูกดูดบ่อยๆ อย่างถูกวิธีก็จะเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้อย่างดี เพื่อเป็นการส่งเสริมภูมิต้านทานที่ดีให้กับลูก
สำหรับเด็กที่ผ่าคลอด นอกจากสูตรนมที่มี พรีไบโอติก และโพรไบโอติก แล้วสามารถที่จะรับประทานอาหารอะไรควบคู่กันได้หรือไม่เพื่อเสริมภูมิต้านทาน?
ควรเริ่มรับประทานอาหารตามวัยเมื่ออายุ 6 เดือน ซึ่งอาหารที่เด็กควรได้รับ ได้แก่ ข้าว ผักใบเขียว ผักสีส้ม แดง ไข่แดง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลาน้ำจืด
คุณหมอที่ฝากครรภ์บอกว่าอุ้งเชิงกรานแคบ ต้องผ่าตัด หลังคลอดคุณแม่ควรทานอาหารอะไรเป็นพิเศษ เพื่อให้น้ำนมแม่มีภูมิต้านทานที่ดีที่สุด?
อาหารหลังคลอด ควรรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ หลากหลาย รสไม่จัด รวมทั้งไม่ควรทานอาหารหมักดอง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเด็กทานนมแม่อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะของเด็กได้
ตัวแม่เองเป็นภูมิแพ้และเป็นโรคหอบหืดค่ะ หากคลอดธรรมชาติได้ จะช่วยลดโอกาสหรือทำให้ลูกไม่เป็นภูมิแพ้เลยใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ เนื่องจากตัวแม่เป็นภูมิแพ้และเป็นโรคหอบหืดด้วย ลูกก็จะมีโอกาส 30-50% ที่จะเป็นด้วย การคลอดธรรมชาติไม่ได้ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคหอบหืด แต่ในขณะเดียวกันการผ่าตัดคลอดจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อให้เด็กได้มากขึ้น
ภูมิต้านทานที่ลูกได้รับจากการคลอดทางช่องคลอดจะอยู่กับน้องไปตลอดชีวิตหรือไม่?
จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการภูมิต้านทานของลูกที่เริ่มต้นจากการคลอดทางช่องคลอด จะอยู่กับลูกอย่างน้อย 5 ปีหลังคลอด หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับอาหารที่เด็กรับประทาน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เด็กสัมผัส
เป็นคุณแม่มือใหม่ ทราบถึงผลดีผลเสียเกี่ยวกับทางเลือกการคลอดแล้ว ตัดสินใจอยากคลอดธรรมชาติ แต่กลัวจะมีเหตุต้องผ่าคลอด อยากทราบว่าเราจะมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรให้ดีที่สุด?
เนื่องจากการผ่าตัดคลอดขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ต่างๆ เช่น สภาพของอุ้งเชิงกรานไม่สัมพันธ์กับขนาดของทารก ท่าของทารกไม่เหมาะสมกับการคลอดซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการป้องกัน แนะนำว่าให้ปฎิบัติเหมือนกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไปฝากครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง