Web Content Display Web Content Display

Web Content Display Web Content Display

อาการแพ้ท้อง

Web Content Display Web Content Display

วิธีบรรเทาและเข้าใจอาการแพ้ท้อง

การแพ้ท้อง หรืออาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นอาการในลำดับต้น ๆ สำหรับการตั้งครรภ์ มักจะเกิดในช่วง 6-14 สัปดาห์ของอายุครรภ์

อาการแพ้ท้อง จะประกอบไปด้วย อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ แสบลิ้นปี่ อ่อนเพลียง่าย อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่มักเกิดในเฉพาะช่วงเวลาเช้า แต่ในความเป็นจริงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน อาการดังกล่าวพบได้ประมาณ 70-90 % ของหญิงตั้งครรภ์ เกิดขึ้นจากฮอร์โมน HCG ซึ่งสร้างจากเนื้อรกของทารกในครรภ์ ซึ่งมีการฝังตัวอยู่บนเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นระดับฮอร์โมน HCG จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ อาการคลื่นไส้อาเจียนหรืออาการแพ้ท้องอื่น ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น ในการตั้งครรภ์ปกติระดับของฮอร์โมน HCG จะเพิ่มสูงขึ้น สูงสุดเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้า 8 สัปดาห์ และค่อยลดระดับลงเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 คือ 12 สัปดาห์ขึ้นไป อาการแพ้ท้องก็จะเริ่มทุเลาลง แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์บางราย อาการแพ้ท้องอาจไม่พบระหว่างตั้งครรภ์เลย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีอาการแพ้ท้องเพิ่มมากขึ้น ได้แก่

  1. คุณแม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี
  2. มีภาวะน้ำหนักเกิน กล่าวคือ มากกว่า 75-80 กิโลกรัม
  3. การตั้งครรภ์แฝด อาการแพ้ท้องอาจเกิดขึ้นรุนแรงเป็นระยะเวลานานๆ

หากมีอาการแพ้ท้องรุนแรง หรือเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เกิดภาวะขาดน้ำและอาจตรวจพบสาร Ketone ในปัสสาวะ หรือในกระแสโลหิต ควรต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือชดเชย ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องจะรุนแรงหรือไม่ก็ตาม สามารถตั้งครรภ์ไปจนสิ้นสุดได้

คำแนะนำเมื่อมีอาการแพ้ท้อง

  1. รับประทานอาหารหลายมื้อ แต่ละมื้อเล็ก ๆ ต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นของทอดหรือหมักดอง ตลอดจนไม่ควรรับประทานอาหารขณะท้องว่างเพราะจะยิ่งทำให้อาการอาเจียนเป็นมากขึ้น
  2. ควรรับประทานอาหาร เช่น ขนมปังแท่งกรอบ ดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะท้องว่าง
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเย็นจัดหรือร้อนจัด เพราะอาจปั่นป่วนกระเพาะอาหารและลำไส้ การลองรับประทานผักผลไม้สด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รวมถึงมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มากอาจช่วยลดอาการลงได้
  4. อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ไขมันต่ำ จะรับประทานได้ง่ายกว่า เช่น ขนมปังแห้ง ๆ กรอบ ๆ ธัญพืช หรือข้าวสวยหุงสุกเรียงเม็ด
  5. หลีกเลี่ยงให้ไกลจากกลิ่นฉุนรุนแรง เพราะอาจทำให้อาการของคนท้องปั่นป่วนหรือคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงวิตามินเสริมโดยเฉพาะที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนวิตามินบี 6 มีข้อมูลทางการแพทย์ว่าช่วยทำให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น
  7. ไม่ควรไปซื้อยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหรือยาแก้แพ้ท้อง รับประทานเอง ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

 

บทความโดย

ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.ศิริราช ชำนาญการพิเศษ Reproductive Medicine (อนามัยเจริญพันธุ์และงานวางแผนครอบครัว/คณะกรรมการ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย)