Web Content Display Web Content Display

Web Content Display Web Content Display

คลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด ควรเลือกแบบไหนดี

Web Content Display Web Content Display

ไขข้อข้องใจการผ่าคลอด กับการคลอดธรรมชาติ

คลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด เป็นทางเลือกหรือไม่ คุณแม่ควรคลอดแบบไหน และสิ่งสำคัญที่ต้องรู้มีอะไรบ้างระหว่างการคลอดทั้งแบบธรรมชาติและการผ่าคลอด ลองมาฟังคำตอบจากคุณหมอกันเลยค่ะ

อะไรคือการคลอดธรรมชาติ

การคลอดธรรมชาติ คือการที่แม่เบ่งคลอดลูกเองทางช่องคลอด หรือที่เรียกว่าเป็นการคลอดปกติ ซึ่งวิธีที่คนส่วนใหญ่แนะนำ เพื่อสุขภาพที่ดีของทารกและแม่ เพราะความเป็นธรรมชาติของการคลอด แต่บางกรณีก็มีแม่ที่ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าคลอด หรือต้องใช้เครื่องมือ เช่น คีม หรือเครื่องดูดสูญญากาศช่วยคลอดออกมา กรณีนี้มักจะพบในกรณีที่คุณแม่ไม่มีแรงเบ่ง หรือเบ่งไม่เป็น หรือลูกหัวหมุนผิดทาง แทนที่จะก้มหัวคลอดออกมา กลับแหงนหน้าออกมาแทนเป็นต้น

ข้อดีคลอดธรรมชาติแบบบล็อกหลัง(spinal block)

  • ไม่ต้องทนความเจ็บปวดตอนเบ่งคลอด
  • ลดความกลัวในการคลอด แม่จะไม่รู้สึกตัวในตอนคลอด
  • เป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณแม่ต้องการคลอดเองไม่เจ็บตัวฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น
  • ยาออกฤทธิ์เร็ว 1-2 นาที

ข้อเสียคลอดธรรมชาติแบบบล็อกหลัง(spinal block)

  • ฤทธิ์ของยาระยะเวลาสั้น มีโอกาสต้องให้ยาเพิ่มอีกครั้ง
  • ปากมดลูกอาจจะบวมได้
  • อาจปวดศีรษะขณะที่แพทย์แทงเข็มเข้าไปในไขสันหลัง
  • อาจมีอาการข้างเคียง เช่น สั่น คันตามผิวหนังคล่นไส้ อาเจียน

คลอดแบบธรรมชาติดีจริงหรือไม่

การคลอดด้วยวิธีธรรมชาติทำให้คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็ว หลังคลอดแล้วสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเวลาไม่นาน นอกจากแผลจะเล็กกว่าการผ่าตัดคลอด แถมลูกน้อยยังจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า เพราะระหว่างทีทารกเดินทางผ่านช่องทางคลอดออกมา ทารกจะมีการกลืนสารคัดหลั่งในช่องทางคลอดที่อุดมไปด้วยแบคทีเรียที่เป็นโพรไบโอติกมากมายเข้าสู่ลำไส้ และไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่ข้อเสียสำหรับการคลอดธรรมชาติก็ เช่น ไม่สามารถกำหนดวันคลอดได้ ทำได้เพียงรู้วันคร่าวๆ นอกจากนั้น แม่จำเป็นต้องทนปวดทนเจ็บท้องเป็นเวลานานกว่าลูกน้อยจะคลอด ซึ่งการคลอดแบบธรรมชาติ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนคลอดง่าย บางคนคลอดยาก บางคนคลอดยากมาก บางคนใช้เวลาทนเจ็บทนปวดเป็นชั่วโมงเป็นวันหรือข้ามวัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพชัย ธรรมคันโธ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


ผ่าคลอดกับคลอดธรรมชาติแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี?

การผ่าตัดคลอดต้องใช้แพทย์ วิสัญญีแพทย์ และความพร้อมของห้องผ่าตัด ซึ่งแตกต่างจากการคลอดธรรมชาติ รวมถึงทักษะ และประสบการณ์ ของแพทย์ก็แตกต่างกัน ที่สำคัญสุดคือ ข้อบ่งชี้ในทางสูติศาสตร

คลอดธรรมชาติ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะได้ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ?

คลอดธรรมชาติ
 

เมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด สูติแพทย์ผู้ดูแลอาจจะทำการตรวจภายใน เพื่อประเมินขนาดของอุ้งเชิงกราน หรือช่องทางคลอด รวมถึงขนาดของทารกในครรภ์ หากขนาดช่องคลอด และทารกในครรภ์มีขนาดเหมาะสม ก็น่าจะคลอดตามธรรมชาติ ทางช่องคลอดเป็นปกติได้

คลอดธรรมชาติ

เราสามารถเลือกลักษณะแผลผ่าคลอดที่ต้องการได้ไหม ว่าจะขอเป็นผ่าคลอดแนวขวางหรือตามแนวขอบชั้นใน?

ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสูติแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด รวมถึงข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด การผ่าตัดคลอดแนวขวางเป็นที่นิยมในเวชปฎิบัติทั่วไป ยกเว้น กรณีผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน และมีข้อบ่งชี้รวมถึงประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัด ก็จะเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ ในการลงแผลผ่าตัด

คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอด แบบไหนคุณแม่เจ็บน้อยกว่ากัน?

การคลอดธรรมชาติ จะทำให้เจ็บน้อยกว่า สามารถปรับตัวได้เร็วและดีกว่าการผ่าคลอด แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และความจำเป็น ว่าการคลอดวิธีไหนจะปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกมากกว่า

คลอดธรรมชาติ

หากผ่าคลอดมาในท้องแรกและอยากมีลูกอีกต้องใช้เวลาห่างกันเท่าใหร่ค่ะถึงจะสามารถมีลูกได้อีกคน?

ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงสมบูรณ์ของตัวคุณแม่เอง รวมถึงอายุของคุณแม่ด้วย ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทิ้งช่วงระหว่างท้องแรกและท้องต่อไป 2 ปี สำหรับหญิงที่ระหว่างอายุ 20-30 ปี ดังนั้นโดยทั่วไปจึงแนะนำให้ห่างกัน 2 ปี

คลอดธรรมชาติ

หากเลือกผ่าคลอดแทนการคลอดแบบธรรมชาติจะมีผลกระทบอะไรกับตัวคุณแม่และลูก?

หากเลือกผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติในปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าของแพทย์ในการผ่าตัดและการดูแลของทารกไม่มีความแตกต่างกัน แต่อาจจะมีผลกระทบในเรื่องของความแข็งแรงสมบูรณ์ของทารกที่คลอดโดยการผ่าคลอด เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือ ภาวะติดเชื้อ ในช่วงขวบปีแรก

การดูแลตัวเองหลังการการคลอดทั้งการผ่าและคลอดธรรมชาติ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เช่น การดูแลแผล การทานอาหาร คุณแม่จะมีอาการแปรปรวนทางอารมณ์หรือไม่ อย่างไร?

การดูแลตัวเองหลังการคลอดทั้งธรรมชาติและผ่าคลอด มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะเรื่องของการดูแลแผล เพราะขนาดของแผล ตำแหน่ง และการหายของแผลมีความแตกต่างกัน การดูแลแผลผ่าตัดอาจต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะป้องการการติดเชื้อ หรือการอับเสบหลังการผ่าตัด ส่วนเรื่องโภชนาการ แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบทั้ง5 หมู่ ครบทั้งคุณค่าและสารอาหาร โดยเฉพาะในกรณีที่คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมารดา ส่วนเรื่องอาการแปรปรวนทางอารมณ์ พบได้ในช่วง1-2สัปดาห์หลังคลอด อาจพบอาการซึ่มเศร้า อารมณ์แปรปรวน ขึ้นอยู่กับความมั่นคงแข็งแรงของจิตใจของคุณแม่เป็นพื้นฐาน แต่หากได้คุณพ่อที่ดูแลใกล้ชิด อาจลดปัญหาภาวะเครียดหรืออารมณ์แปรปรวนได้มาก

อยากทราบความแตกต่างของสุขภาพและพัฒนาการของลูก ด้วยวิธีผ่าตัดและการคลอดธรรมชาติ?

ความแตกต่างของสุขภาพและพัฒนาการของลูก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม สภาพแวดล้อม ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ภาวะโภชนการ ความแข็งแรงสมบูรณ์ของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยทั่วไปวิธีผ่าตัด และ คลอดธรรมชาติ ไม่แตกต่างกันมากนัก ยกเว้นข้อบ่งชี้ของทารกในครรภ์ หรือสุขภาพเด็กในครรภ์ ที่เป็นข้อบ่งชี้ที่ทำให้การผ่าคลอด อาจมีผลต่อเนื่องต่อสุขภาพของลูกในอนาคต แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ พยาบาล และนักโภชนาการ เพื่อติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ได้ยินว่าผ่าคลอดแล้วทำให้ไม่ค่อยมีน้ำนม เกี่ยวกันหรือไม่?

ไม่เกี่ยวข้องกัน ปริมาณและคุณภาพของน้ำนมหลังคลอดขึ้นอยู่กับภาวะโภชนาการ ความแข็งแรงและสุขภาพที่ดีของมารดาก่อนและหลังคลอด รวมถึงการดูดกระตุ้น และการนอนหลับที่เพียงพอ

การผ่าคลอด ลูกจะมีภูมิต้านทานและสุขภาพดีไม่เท่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่่?

ข้อมูลทางการแพทย์ ที่มีการวิจัยและเฝ้าติดตามพบว่า ภูมิต้านทานและสุขภาพของทารกที่คลอดโดยวิธีการผ่า จะไม่แข็งแรงสมบูรณ์เท่ากับทารกที่คลอดธรรมชาติ เช่น พบมีภาวะภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง หอบหืด ลำไส้อักเสบติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก แต่อย่างไรก็ตามวิธีการคลอดที่เหมาะสมคงจะต้องได้รับคำแนะนำจากสูติแพทย์เพื่อเลือกการผ่าตัดซึ่งมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับคุณแม

อยากทราบว่าหากคลอดลูกเองตามธรรมชาติจะดีกว่าการผ่าคลอดอย่างไร?

การคลอดลูกเองตามธรรมชาติจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ทารกมีความสามารถในการรับจุลินทรีย์สุขภาพที่ก่อประโยชน์ ช่วยกระตุ้นและสร้างเสริมภูมิต้านทาน เมื่อน้องคลอดออกมา ลดปัญหาการป่วยติดเชื้อ ต้องเข้า รพ. บ่อยๆ เช่น ปอดบวม ลำไส้อักเสบ หรืออาจมีภาวะภูมิต้านทานผิดปกติ มากหรือไวเกินควรเช่น ภาวะแพ้อาหาร หอบหืด เป็นต้น แต่หากมีข้อบ่งชี้ว่าต้องผ่าคลอดก็ควรจะปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแล

หมอบอกว่าเป็นเบาหวาน อาจะต้องผ่าคลอด จะทำยังไงให้ลูกแข็งแรง?

ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์พบได้บ่อยในสตรีที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป มีประวัติในครอบครัว มีน้ำหนักก่อนคลอดเกิน 80 กิโลกรัม หากไม่อยากผ่าคลอด ควรควบคุมอาหารที่รับประทาน เน้นเนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ ควรปรึกษานักโภชนาการ เพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เพราะหากน้ำตาลในเลือดคุณแม่ขึ้นสูง อาจมีภาวะความผิดปกติของทารกภายในครรภ์ ทารกมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และทารกหลังคลอดอาจะมีภาวะเบาหวานตั้งแต่แรกเกิดและในวัยเด็ก หากมีข้อบ่งชี้ต้องผ่าคลอดควรเน้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือนมผสมที่มีโภชนาการใกล้เคียงกับนมแม่ ซึ่งจะมีสูตรพิเศษเฉพาะช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้เด็กแข็งแรงสมบูรณ์ คุณยังมีเวลาในการควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นไปตามที่แพทย์ต้องการ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของหวาน น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตทั่วไป

เด็กที่ผ่าคลอด จะมีภูมิต้านทานน้อยกว่าคลอดธรรมชาติ และมีผลต่อสุขภาพของลูกหรือไม่?

เด็กที่ผ่าคลอดจะมีพัฒนาการของภูมิต้านทานช้ากว่าการคลอดธรรมชาติิ เพราะการคลอดธรรมชาติมีโอกาสจะได้รับจุลินทรีย์ภายในช่องคลอดที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการด้านภูมิต้านทาน ลดปัญหาการติดเชื้อ ป่วยบ่อย หรือภูมิแพ้ เช่น ลำไส้อักเสบ เป็นหวัดปอดบวม หรือแพ้อาหาร ตลอดจนผื่นผิวหนังต่างๆ น้องอายุได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว หากไม่สะดวกจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไป สามารถเลือกนมเสริมผสมสูตรพิเศษที่มีคุณค่าและสารอาหารใกล้เคียงกับนมแม่ โดยเฉพาะมีจุลินทรีย์ที่ก่อประโยชน์ เสริมภูมิต้านทานและลดปัญหาการเจ็บป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆในช่วงวัยทารก

Web Content Display Web Content Display

 

บทความที่เกี่ยวข้อง